xs
xsm
sm
md
lg

กกต.เร่งเครื่องคดีฮั้ว ส.ว. เดิมพันสร้างศรัทธาครั้งใหญ่ วัดใจกล้าเชือดคน 'ระบอบน้ำเงิน'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กกต.เร่งเครื่องคดีฮั้ว ส.ว.
เดิมพันสร้างศรัทธาครั้งใหญ่
วัดใจกล้าเชือดคน 'ระบอบน้ำเงิน'

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศเดินหน้าพิจารณาสำนวนคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อย่างจริงจัง โดยกำหนดให้มีการประชุมทุกวันจันทร์เป็นวาระเฉพาะ เพื่อพิจารณาสำนวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน พร้อมวางกรอบการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลการเลือกตั้งกำลังพยายามเร่งคลี่คลายคดีที่ถูกจับตาสูงสุดคดีหนึ่งของประเทศ

การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีจะไม่ยืดเยื้อจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังสังคมว่ากกต.รับรู้ถึงแรงกดดันและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นข้อยุติของคดีโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไป การประกาศดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญมากกว่าการเร่งรัดงานตามปกติ เพราะเป็นความพยายามของกกต.ในการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงจังในการดำเนินคดี เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับกรณีที่อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการปฏิเสธเปิดเผยข้อมูลการพิจารณาคดีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี จนท้ายที่สุดนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครองและศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จนกลายเป็นบาดแผลด้านความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระในสายตาสาธารณชน

บทเรียนจากคดีดังกล่าวน่าจะทำให้กกต.ไม่ต้องการเผชิญชะตากรรมเดียวกับองค์กรอิสระที่ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในบั้นปลายชีวิต ดังนั้น การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน การประชุมต่อเนื่อง จึงอาจเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันไม่ให้กกต.ต้องเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายหรือแรงกดดันทางสังคมในระยะยาว

ที่สำคัญ คดีฮั้ว ส.ว.ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงคดีธรรมดาทั่วไป แต่กำลังถูกมองว่าเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของกกต.ในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาชน เนื่องจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกเชื่อมโยงในสำนวนคดีจำนวนมาก ล้วนถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับเครือข่ายอำนาจทางการเมืองใน “ระบอบสีน้ำเงิน” แทบทั้งสิ้น ทำให้สังคมจับตาว่ากกต.จะสามารถดำเนินการโดยปราศจากอิทธิพลทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

หากกกต.สามารถชี้ขาดคดีโดยยึดหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจช่วยกอบกู้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรขึ้นมาได้ แต่หากกระบวนการพิจารณาถูกมองว่าล่าช้า ขาดความชัดเจน หรือมีการเลือกปฏิบัติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงต่อกกต.เท่านั้น แต่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมโดยรวมด้วย

นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือ การปรากฏของข้อมูลและหลักฐานจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งเครือข่าย การวางแผนเลือกตั้งเป็นกลุ่ม และข้อกล่าวหาเรื่อง “การเดินโพย”

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สังคมจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าภาพรวมของคดีเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าช่วงแรก และประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่การค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเท่านั้น แต่อยู่ที่การประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีอยู่ และการตัดสินใจของกกต.ว่าจะเห็นว่าข้อมูลเหล่านั้นเพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดตามกฎหมายหรือไม่

คดีฮั้ว ส.ว.กำลังเดินทางมาถึงจุดที่สังคมรอฟังการชี้ขาดของกกต.มากกว่าการจะมาฟังกกต.แก้ตัวแล้ว เพราะหลักฐานจำนวนมากได้ถูกนำเสนอและถกเถียงในพื้นที่สาธารณะไปแล้ว เหลือเพียงบทบาทของกกต.ในการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

ด้วยกรอบเวลา 12 สัปดาห์ที่ถูกกำหนดขึ้น การทำงานของกกต.จากนี้จึงไม่ใช่เพียงการสะสางสำนวนคดีสำคัญ แต่ยังเป็นการพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมว่าหน่วยงานแห่งนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นกรรมการที่เที่ยงธรรมของระบอบประชาธิปไตยได้หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่อยู่ในการเดิมพันไม่ได้มีเพียงอนาคตของส.ว.ที่เป็นทาสระบอบน้ำเงินเท่านั้น หากแต่รวมถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเลือกตั้งทั้งระบบด้วย