xs
xsm
sm
md
lg

พระกรณียกิจด้านกฎหมาย สายพระเนตร 'พระองค์ภา' กับบทบาทสถาบันแห่งยุคสมัย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พระกรณียกิจด้านกฎหมาย
สายพระเนตร 'พระองค์ภา'
กับบทบาทสถาบันแห่งยุคสมัย


หากกล่าวถึงพระกรณียกิจด้านกฎหมายของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกขานด้วยความคุ้นเคยว่า “พระองค์ภา” ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าพระองค์ทรงมีความปรีชาสามารถและความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่างลึกซึ้ง ทั้งในเชิงวิชาการ การบังคับใช้กฎหมาย และการทำงานในเวทีระหว่างประเทศ จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะบุคคลสำคัญที่มีบทบาทผลักดันมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของโลก

พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายและทรงปฏิบัติหน้าที่ในสายงานกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทรงงานในฐานะข้าราชการอัยการ การปฏิบัติงานที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตลอดจนการทรงงานในฐานะพนักงานอัยการในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยหล่อหลอมให้พระองค์ทรงเข้าใจทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และปัญหาเชิงปฏิบัติที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างรอบด้าน ก่อนจะทรงก้าวสู่บทบาทสำคัญในเวทีการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม พระกรณียกิจที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในระดับโลก คือการทรงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิงและกลุ่มเปราะบางในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการเสด็จเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลาง และทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพปัญหาที่ผู้ต้องขังหญิงจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ มารดาที่ต้องเลี้ยงดูบุตรภายในเรือนจำ รวมถึงเด็กที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับมารดาในสถานที่คุมขัง

จากการตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว พระองค์จึงทรงริเริ่ม “โครงการกำลังใจ” ในปี พ.ศ. 2549 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ที่กำลังจะกลับคืนสู่สังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต การฟื้นฟูสภาพจิตใจ และการเตรียมความพร้อมในการประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ

สิ่งสำคัญคือ พระองค์มิได้ทรงมองปัญหาในระดับรายบุคคลเท่านั้น แต่ยังทรงนำข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินงานจริงมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้เชิงนโยบาย ผ่านโครงการ Enhancing Life of Female Inmates หรือ ELFI เพื่อผลักดันให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมักถูกมองข้ามในระบบราชทัณฑ์ของหลายประเทศ

ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญ เมื่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง” หรือที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” (Bangkok Rules) เมื่อปี พ.ศ. 2553

นับเป็นครั้งแรกที่โลกมีมาตรฐานสากลซึ่งมุ่งตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมตั้งแต่การรับตัวผู้ต้องขัง การดูแลสุขอนามัยและสุขภาพ การรักษาความปลอดภัย การดูแลผู้ต้องขังกลุ่มพิเศษ อาทิ ผู้ต้องขังระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาคดี เด็กผู้หญิงในเรือนจำ ชาวต่างชาติ ชนกลุ่มน้อยและชนพื้นเมือง ตลอดจนการฟื้นฟูเยียวยาและการคุ้มครองเจ้าหน้าที่หญิงในงานราชทัณฑ์

แนวคิดสำคัญของข้อกำหนดกรุงเทพตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ผู้ต้องขังหญิงมีความต้องการเฉพาะที่แตกต่างจากผู้ต้องขังชาย ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขอนามัย และบทบาทความเป็นมารดา ขณะที่ผู้ต้องขังหญิงมักเป็นประชากรส่วนน้อยในระบบเรือนจำ ทำให้สถานที่คุมขังในหลายประเทศถูกออกแบบโดยมิได้คำนึงถึงมิติทางเพศสภาพอย่างเพียงพอ

ด้วยเหตุนี้ ข้อกำหนดกรุงเทพจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากนานาประเทศ และถูกนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบราชทัณฑ์ให้มีความละเอียดอ่อนต่อความต้องการของผู้หญิงมากขึ้น ทั้งการจัดบริการด้านสาธารณสุข การดูแลเด็กติดผู้ต้องขัง การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคม อันมีส่วนช่วยลดการตีตรา ลดการกระทำผิดซ้ำ และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านกฎหมายและการทูตของพระองค์เท่านั้น หากยังแสดงให้เห็นถึงสายพระเนตรอันกว้างไกลในการมองเห็นปัญหาของผู้คนที่อยู่ชายขอบของสังคม และทรงสามารถยกระดับปัญหาเหล่านั้นจากระดับประเทศสู่การกำหนดมาตรฐานสากลของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในอีกมิติหนึ่ง บทบาทของพระองค์ยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย ผ่านการทรงงานที่มุ่งตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนและกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับมุมมองของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์อย่าง 'เอนก เหล่าธรรมทัศน์' ซึ่งแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ "สถาบันกษัตริย์จากมุมมองล่างขึ้นบน: เมื่อชุมชน สังคม และประชาชนเป็นผู้สร้าง"

โดยระบุตอนหนึ่งว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้เกิดจากอุดมการณ์ที่ถูกยัดเยียดจากบนลงล่าง หากคือวิวัฒนาการแห่ง พันธสัญญาระหว่างราชาและประชา ที่ชุมชน สังคม และประชาชนเป็นผู้สร้าง ถักทอ และดัดแปลงมาโดยตลอดทั้งในอดีตและปัจจุบัน มุมมองแบบล่างขึ้นบนนี้ไม่เพียงอธิบายที่มาของความจงรักภักดีได้ลึกซึ้งกว่า แต่ยังเผยให้เห็นพลังของประชาชนในการกำหนดรูปแบบสถาบันที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย นี่คือบทเรียนสำคัญ ทุกสถาบันที่ยืนยงไม่ได้ยืนหยัดด้วยอำนาจหรือประเพณีเพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะมันยังคงมีประโยชน์และถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยคนทั้งสังคมอยู่เสมอ"

พระกรณียกิจด้านกฎหมายของพระองค์ภา โดยเฉพาะการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" จนได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงสายพระเนตรอันกว้างไกลในการนำปัญหาของกลุ่มเปราะบางในสังคมมาพัฒนาเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ขณะเดียวกันยังเป็นตัวอย่างของการทรงงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของสังคมอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยตามยุคสมัยอย่างแท้จริง