เมืองไทย 360 องศา
วันวานระหว่างการประชุมทางไกลพื่อมอบนโยบายระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แต่บางช่วงนายกรัฐมนตรีได้เกิดอารมณ์ไม่พอใจระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนหนึ่ง ที่มีการอ้างว่าจะปลดผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ความหมายก็คือ รองผู้ว่าฯทำตัวใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ว่างั้นเถอะ สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างมาก พร้อมทั้งให้รายงานมา
อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นภาพสะท้อนความ “ล้มเหลว” ของ นายอนุทิน อย่างชัดเจน เพราะในฐานะ “มท.1” ที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน และยังเกิดขึ้นที่ภูเก็ต ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าเขาลงพื้นที่ดังกล่าวบ่อยมาก แต่นับวันสารพัดปัญหาในพื้นที่ก็ไม่เคบคลี่คลาย และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ที่ยากจะแก้ไขแล้ว
หากมองภาพของจังหวัดภูเก็ต ถือว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ในอันดับต้นๆ ของไทย รวมไปถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับเกรดเอ มีชื่อเสียงระดับโลกสร้างรายได้มหาศาล ทั้งโรงแรม สถานบริการมากมาย แต่ขณะเดียวกันในรอบหลายปีที่ผ่านมากลับมีแต่สารพัดปัญหาให้เป็นข่าวคราวได้ยินกันตลอดเวลา มีทั้งกลุ่มมาเฟีย ทั้งไทยและต่างชาติ การบุกรุกที่สาธารณะ ยาเสพติด เรียกว่าสารพัดปัญหา จนเวลานี้แม้แต่นายกรัฐมนตรีถึงกับยอมรับเองว่า “ปัญหายังเป็นแบบเดิม” ไม่ได้รับการแก้ไข
ก่อนหน้านี้เพิ่งมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมตั้งคณะกรรมการ “ปราบมาเฟีย” ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีเขาในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เรียกว่า เป็น “บอร์ดระดับชาติ” เลยทีเดียว พร้อมทั้งมอบหมายให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นคนกำกับดูแลแทน โดยจะให้เน้นที่ ภูเก็ตนี่แหละ แต่มาวันนี้เกิดรายการ “ว้าก” รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตขึ้นมาเสียก่อน
ในระหว่างการประชุมมอบนโยบาย ที่นอกจาก นายอนุทิน แล้วก็ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกรุงเทพมหานคร คณะที่ปรึกษา คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล (VCS)
“เห็นเมื่อวานผู้ว่าฯ ภูเก็ตรายงานว่ามีใครคนหนึ่งมีระดับรองผู้ว่าฯ บอกว่าจะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ต ใหญ่มาก จะย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตให้ได้ ก็เดี๋ยวช่วยบอกด้วยว่าเป็นรองผู้ว่าฯ คนไหน ที่บอกว่าใหญ่ในประเทศนี้ ใหญ่กว่าคนทุกคน ใหญ่กว่านายกฯ หรือเปล่า เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดูด้วย เพราะแบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านผู้ว่า ฯรายงานแบบนี้มา ผมเอาผิดท่านผู้ว่าฯเพราะท่านต้องกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านให้ได้”
“ไอ้รองผู้ว่าฯ คนนี้ มันไม่มีทางที่มันจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ใหญ่กว่าปลัด รองปลัดหรืออธิบดีที่ไหนเลย อย่ามาเทียบกับนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาแค่เกินผู้ว่าฯ ถ้าท่านใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ก็ต้องมาใหญ่ในกระทรวงนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ รายงานแบบนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้ และผมเขียนตอบท่านได้ไหม ผู้ว่าฯ ภูเก็ตไม่ใช่ผู้ว่าฯ ธรรมดา เป็นผู้ว่าฯ ที่ยิ่งใหญ่ หมายความว่าผู้ว่าฯ เบ้ (เซมเบ้) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร เป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครองจะมีใครใหญ่กว่าท่านอีก มีใครย้ายท่านได้ ยกเว้นผม ก็ให้มันรู้ไป เราจะได้รู้ว่ากระทรวงนี้มันไม่ไหวแล้ว”
คำพูดบางช่วงบางตอนของ นายอนุทิน ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยผู้บังคับบัญชาโดยตรงของทั้งระดับปลัดกระทรวงลงมาถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แต่เมื่อโฟกัสมาที่จังหวัดภูเก็ต กลับมีแต่เหตุการณ์ ความ “เน่าเฟะ” ตลอดเวลา นานนับปีแล้วที่ได้ยินข่าวแบบนี้ รวมไปถึงจังหวัดอื่นๆ เช่น มีการเอ่ยถึงที่เกาะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน
แม้ว่าในระหว่างคำพูดที่สื่อออกมานั้นอาจเป็นการแสดงให้เห็นว่า “ใครอยู่เหนือใคร” หรือใครมีอำนาจมากกว่าใคร และใครที่มีอำนาจ “ปลด” ได้ บางครั้งการแสดงอารมณ์และท่าทีขึงขังอาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีใดๆออกมาได้เลย ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยเฉพาะเขาที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาอย่างยาวนานพอสมควรแล้วตั้งแต่ยุครัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่มีเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง แต่ปัญหาแบบเดียวกันยังไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับมีแต่แย่ลงในหลายจังหวัด
แม้ว่าในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรี จะพยายามลดความเข้มข้นลงมา เมื่อถูกสื่อตั้งคำถามในเรื่องดังกล่าวว่า ไม่ได้เดือด เพียงแต่ตอกย้ำให้มีการดำเนินการกับพวกอันธพาลอย่างเด็ดขาด และเข้มงวด เท่าที่ทราบตอนนี้มีการดำเนินการไปถึงระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่หมด มีการข่มขู่ และมีการกลับคำให้การของพยานบางคน เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของอันธพาล ก็ได้ย้ำให้ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่
ส่วนกรณีการมีปัญหาระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่มีปัญหา ปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ต้องดำเนินการในสิ่งที่สมควร จะให้ติดปัญหาอยู่กับตัวบุคคลไม่ได้ ชัดเจนข่าวที่เขียนบอกว่า รองผู้ว่าฯ จะย้ายผู้ว่าฯ ไม่มี คนที่ย้ายผู้ว่าฯ ได้คือปลัดกระทรวงมหาดไทย และต้องได้รับการเห็นชอบจาก รมว.มหาดไทย บรรจุเข้าคณะรัฐมนตรี ข่าวที่บอกว่ารองผู้ว่าฯ ขู่จะย้ายผู้ว่าฯ ไม่มี อย่าไปให้ความเชื่อถือ อย่าไปให้ค่า ถ้ามีเหตุเช่นนี้จริง ไม่ว่าจังหวัดใดก็ตามในประเทศไทย รองผู้ว่าฯ คนไหนเที่ยวไปบอกประชาชน ผู้มีอิทธิพล หรือใครก็แล้วแต่ ใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ไม่สนใจผู้ว่าฯ จะย้ายผู้ว่าฯ ได้ ถือว่าดูตลกเชิญยิ้มไปก็แล้วกัน
แน่นอนว่าการลดโทนลงมาดังกล่าวของ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกมุมหนึ่งเหมือนกับรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” เพราะหากจะตำหนิทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ มันเหมือนกับย้อนมาหาตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความ ”ล้มเหลว” ในเชิงการบริหาร ทั้งในระดับชาติลงมาถึงระดับท้อนถิ่น เป็นการประจานให้เห็นแบบ “ล่อนจ้อน” นั่นแหละ !!