xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์ทำดีลกับอิหร่านซึ่งยุติสงคราม แต่ต้องปล่อยให้เตหะรานแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


สตรีชาวอิหร่านผู้หนึ่งโบกธงชาติที่จัตุรัสวาเลียสร์ ในกรุงเตหะราน เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) ภายหลังมีรายงานข่าวสหรัฐฯกับอิหร่านทำดีลกันได้ในเรื่องการยุติสงคราม
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/trumps-iran-deal-ends-war-but-leaves-tehran-stronger/)

Trump’s Iran deal ends war but leaves Tehran stronger
by Amin Saikal
15/06/2026

ข้อตกลงจะหนุนส่งฐานะและอิทธิพลบารมีของอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าเมื่อพิจารณากันอย่างถึงที่สุดแล้ว สหรัฐฯกับอิสราเอลได้อะไรจากการก่อสงครามคราวนี้ขึ้นมา

หลังจากใช้เวลาหลายๆ สัปดาห์ในการเจรจาแบบหยุดๆ เลิกๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ในที่สุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ดูเหมือนประสบความสำเร็จเสียทีในการทำข้อตกลงกับระบอบปกครองอิหร่านเพื่อยุติสงครามซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้แก่ภูมิภาค—ตลอดจนตลาดพลังงานทั่วโลก—มาตั้งแต่ตอนสิ้นเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เพิ่งตกลงกันได้เหล่านี้ ยังน่าที่จะถูกท้าทายทดสอบต่อไปอีก จนกระดังดีลนี้ได้รับการลงนามซึ่งคาดหมายกันว่าน่าจะเป็นวันศุกร์ (19 มิ.ย.) นี้

ทรัมป์ ซึ่งถูกกระตุ้นยุยงจากนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้เปิดฉากสงครามครั้งนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะโค่นล้มระบอบปกครองอิหร่าน และทำให้เตหะรานยอมยกธงขาว—คล้ายๆ อย่างมากกับสิ่งที่เขากระทำไว้ในเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตอบโต้ด้วยการป้องกันตัวอย่างแข็งขันเหนียวแน่น ภายใต้แรงกดดันทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ในที่สุดท้ายทรัมป์ก็ตัดสินใจว่าเขาจำเป็นต้องฉวยคว้าหนทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการทูตซึ่งยังพอมีช่องเปิดให้เขากระทำได้ เพื่อยุติการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ให้เร็วที่สุด

การตกลงกัน ซึ่งอยู่ในรูปของ “บันทึกความเข้าใจ”( memorandum of understanding) ที่วอชิงตันกับเตหะรานเพิ่งประกาศออกมาครั้งนี้ คือหลักฐานยืนยันถึงความเป็นจริงข้อนี้

มันจะปล่อยให้อิหร่านอยู่ในฐานะที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนสงครามเสียอีก ขณะที่สหรัฐฯอยู่ในสภาพที่มีอำนาจบารมีในภูมิภาคนี้ลดน้อยลงไปมาก และอิสราเอลตกอยู่ในภาวะยากลำบากตามลำพัง ดีลนี้ยังจะเร่งรัดให้พวกรัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซียต้องทบทวนเรื่องการจับมือเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯของพวกเขากันใหม่ และปรับตัวยอมรับความจริงที่ว่าอิหร่านมีฐานะเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคที่ทรงอิทธิพลรายหนึ่ง

จุดที่ตกลงกันได้ดูเหมือนมีอยู่ไม่มากนัก

แหล่งข่าวฝ่ายอิหร่าน และแหล่งข่าวฝ่ายสหรัฐฯ ต่างคนต่างแพล็มเนื้อหาของดีลคราวนี้ในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนทำความตกลงกันได้ [1] ในเรื่องอนุญาตให้สามารถเดินทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง และสหรัฐฯก็ยกเลิกการปิดล้อมทางนาวีต่อท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน ขณะที่เรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้นจะยังคงมีการเจรจาต่อรองกันต่อไปอีกในระยะเวลา 60 วันข้างหน้า

แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากในเรื่องประเด็นปัญหาอื่นๆ

ตามรายงานของสื่ออิหร่าน [2] ดีลนี้มีการกำหนดให้ระงับการสู้รบในทุกๆ แนวรบ รวมทั้งการที่อิสราเอลโจมตีถล่มใส่เลบานอนด้วย ขณะที่จะให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาใหม่ภายในเวลา 30 วัน “ภายใต้การดำเนินการของฝ่ายอิหร่าน”

สื่ออิหร่านระบุด้วยว่า ดีลนี้ยังกำหนดให้ปล่อยสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัดเอาไว้จำนวน 24,000 ล้านดอลลาร์ระหว่างที่มีการเจรจาระยะเวลา 60 วันกันอยู่ อีกทั้งจะผูกพันสหรัฐฯและพันธมิตรของพวกเขาให้ต้องจัดทำจัดส่งแผนการฟื้นฟูบูรณะให้แก่อิหร่านซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อยที่สุด 300,000 ล้านดอลลาร์

ทว่าตามรายงานของ แอคซิออส (Axios) [3] สื่อข่าวออนไลน์สหรัฐฯ กลับระบุว่า ดีลนี้กำหนดให้ต้องเปิดฮอร์มุซขึ้นใหม่ในทันทีโดยที่จะต้องไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านเข้าออก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯผู้หนึ่งเผยกับแอคซิออสด้วยว่า หลังเปิดช่องแคบนี้ขึ้นใหม่แล้ว อิหร่านจะได้รับ “การยกเว้นไม่ถูกแซงก์ชั่นคว่ำบาตรเป็นการชั่วคราว” เพื่อเปิดทางให้สามารถขายน้ำมันได้

ทรัมป์ยังไม่ได้เอ่ยอะไรถึงเลบานอนเลย [4] ในการประกาศเรื่องดีลนี้บนโซเชียลมีเดีย “ทรูธโซเชียล” (Truth Social) ของเขา ถึงแม้ทางปากีสถานซึ่งเป็นคนกลางของการเจรจาต่อรองกัน ได้ออกแถลงยืนยันว่าดีลนี้ครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย [5]

ประเด็นปัญหาที่ยังขัดแย้งเห็นแตกต่างกันจำนวนมาก ซึ่งเกี่ยวข้องพัวพันกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขคลี่คลายเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอนาคตของยูเรเนียมที่ได้รับการเพิ่มสมรรถนะจนมีความเข้มข้นสูงซึ่งเก็บอยู่ในคลังของอิหร่าน หรือประเด็นที่ว่าอิหร่านควรหรือไม่ที่จะได้รับอนุญาตให้ทำการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมภายในระดับที่ตกลงกันไว้เพื่อนำเอาไปใช้ด้วยจุดประสงค์ในทางสันติ

การสิ้นสุดของสงครามที่ไร้ความหมาย

ตอนที่ทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดฉากสงครามครั้งนี้ขึ้นมา พวกเขามีจุดมุ่งหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลอิหร่าน, ทำลายโครงการนิวเคลียร์และขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของประเทศนี้, รวมทั้งสะบั้นความผูกพันที่เชื่อมโยงเตหะรานกับกลุ่มต่างๆ ในเครือของพวกเขา –ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เลบานอน, พวกฮูตีเยเมน, พวกกองกำลังอาวุธท้องถิ่นชาวชิอะห์อิรัก, ตลอดจนกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกญิฮัดปาเลสไตน์

เป้าหมายโดยองค์รวมก็คือการเปลี่ยนแปลงระเบียบระดับภูมิภาคให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สหรัฐฯและอิสราเอล หากทำสำเร็จมันจะเปิดทางให้เนทันยาฮูบรรลุวัตถุประสงค์ที่เขาเฝ้าพากเพียรมายาวนานในการหาทางเปลี่ยนอิหร่านให้กลายเป็นรัฐที่อ่อนแอ ตลอดจนผลักดันวิสัยทัศน์ของเขาในการสร้าง “มหาอิสราเอล” (Greater Israel) [6] ขึ้นในภูมิภาคตะวันออกลางซึ่งทรงความสำคัญยิ่งยวดทางยุทธศาสตร์และมั่งคั่งร่ำรวยน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามีลักษณะนิสัยแบบเผด็จการ และต้องเผชิญกับความท้าทายทางนโยบายทั้งด้านภายในประทศและด้านต่างประเทศอย่างมากมาย แต่ระบบอิสลามอิหร่านก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองให้เห็นได้ว่า พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป พวกเขาทนรับได้ทั้งการมุ่งเด็ดหัวคณะผู้นำของพวกเขา, การถล่มโจมตีอย่างหนักหน่วงกว้างขวางของกองทัพสหรัฐฯ-อิสราเอล และตามมาด้วยการที่สหรัฐฯเข้าปิดล้อมท่าเรือต่างๆ ของอิหร่าน

แน่นอนว่าโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจของอิหร่าน ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงสาหัสชนิดที่ต้องใช้เวลาเยียวยากันอีกเนิ่นนาน รวมทั้งพลเรือนจำนวนมากก็ต้องบาดเจ็บล้มตาย แต่ระบอบปกครองนี้ยังคงสามารถที่จะตอบโต้ในหนทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้สร้างความเจ็บปวดราคาแพงลิ่วทั้งแก่สหรัฐฯ, พวกชาติพันธมิตรอาหรับในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียของอเมริกา, และอิสราเอล

การเข้าควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสิ่งที่เตหะรานไม่เคยทำได้ในช่วงก่อนสงคราม จุดชนวนให้เกิดวิกฤตพลังงานและปุ๋ยในทั่วโลก และกลายเป็นเพิ่มแต้มต่อรองอย่างใหญ่โตมหึมาให้แก่เตหะราน

ในเวลาเดียวกันนี้ ทรัมป์กลับกำลังต้องรับมือกับกระแสภายในสหรัฐฯซึ่งคัดค้านสงครามคราวนี้กันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บวกด้วยปัญหาเรื่องขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังร่อยหรอขาดแคลน [7] และการไม่ได้รับความสนับสนุนจากพวกชาติพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐฯ พิจารณาจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ทรัมป์จึงมีเหตุผลดีทีเดียวที่ไม่ต้องการให้การสู้รบขัดแย้งนี้เดินหน้าต่อไปอีกยาวนานเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่มีการเลือกตั้งอย่างเช่นปีนี้

สำหรับอิสราเอลนั้น ดีลนี้ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้เนทันยาฮูรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจเป็นอันมาก ในเมื่อความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้อิหร่านอ่อนแอลงจนถึงระดับรากฐาน กำลังทำท่าว่าจะต้องกลายเป็นฝันสลาย

เขาอาจจะยังคงพยายามบ่อนทำลายดีลสันติภาพนี้ด้วยการโจมตีเลบานอนต่อไป หรือบางทีอาจจะด้วยการประกาศผนวกดินแดนกาซาและเวสต์แบงก์อย่างเป็นทางการ ทว่าเมื่อคำนึงถึงการที่เนทันยาฮูต้องพึ่งพาอาศัยสหรัฐฯสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและความอยู่รอดทางการเมืองของเขาแล้ว ทรัมป์ยังคงมีแต้มต่อรองมากมายนัก ที่จะบังคับเขาและพวกรัฐมนตรีขวาจัดในคณะรัฐมนตรีของเขาให้ต้องกลับมายืนอย่างเป็นระเบียบอยู่ในแถว

ถ้าหากมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายขึ้นได้จริงๆ แล้ว มันก็มีศักยภาพที่จะเป็นการเปิดทางให้แก่การรอมชอมระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯในบางรูปแบบ ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขรองรับที่ดีสำหรับภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีเสถียรภาพและสันติภาพ กระนั้นก็ตาม เวลานี้ย่อมยังไม่ใช่เวลาสำหรับความรู้สึกปีติยินดีกันอย่างล้นพ้น

ทั้งสองฝ่ายเคยมาจนถึงจุดนี้กันก่อนหน้านี้แล้ว ก่อนที่สหรัฐฯกับอิสราเอลจับมือกันเข้าโจมตีอิหร่านนั้น วอชิงตันกับเตหะรานก็ากำลังเจรจากันอยู่เป็นแรมเดือนเพื่อทำดีลว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน โดยที่ตามปากคำของพวกผู้ไกล่เกลี่ยจากโอมานระบุด้วยซ้ำว่า ข้อตกลงอยู่ “แค่เอื้อม” [8] ในตอนที่ขีปนาวุธและระเบิดเริ่มตกลงมาจากฟากฟ้า

นี่หมายความว่าการหยุดยิงใดๆ ก็ตามทีซึ่งทำกันเอาไว้ในเวลานี้ อาจจะมีความบอบบางเอามากๆ นอกจากนั้นมันยังคงตอกย้ำคำถามที่ว่าสงครามคราวนี้ –ซึ่งกระทำกันโดยไม่สนใจใยดีกับกฎหมายระหว่างประเทศ หรือการขออนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐฯเสียก่อน— ตั้งแต่ต้นเลยนั้น มีจุดมุ่งหมายอะไรกันแน่

อามิน ไซคัล เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านตะวันออกกลางศึกษา (Middle Eastern Studies) มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย, มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย, และมหาวิทยาลัยวิกทอเรีย ประเทศออสเตรเลีย

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/a-peace-deal-may-bring-an-end-to-the-iran-war-but-what-did-the-us-and-israel-truly-achieve-285241

เชิงอรรถ
[1] https://www.aljazeera.com/news/2026/6/15/trump-allies-cheer-iran-deal-announcement-as-democrats-call-for-clarity
[2] https://www.aa.com.tr/en/middle-east/factbox-key-provisions-in-iran-us-draft-memorandum-of-understanding-according-to-iranian-media/3966987
[3] https://www.axios.com/2026/06/12/iran-deal-mou-strait-open-sanctions-relief
[4] https://www.theguardian.com/world/2026/jun/15/us-iran-peace-deal-terms-details-conditions-explained-what-do-we-know-hormuz-lebanon-israel-nuclear
[5]https://x.com/CMShehbaz/status/2066268332832194810
[6] https://theconversation.com/is-benjamin-netanyahu-on-a-mission-to-realise-a-greater-israel-265662
[7]https://www.theguardian.com/world/2026/jun/02/patriot-missile-shortage-window-vulnerability-russia-exploiting-ukraine
[8] https://www.aljazeera.com/news/2026/2/28/peace-within-reach-as-iran-agrees-no-nuclear-material-stockpile-oman-fm