xs
xsm
sm
md
lg

เพิ่งรู้ตัว!ชาวเวเนฯเริ่มเดือดดาลทรัมป์ เงินเฟ้อและศก.แย่เหมือนเดิม เพิ่มเติมถูกUSสูบรายได้จากน้ำมัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อเดือนมกราคม ครั้งที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกขับไล่ มุมมองในแง่ดีแผ่ซ่านไปทั่วประเทศ มีป้ายข้อความขนาดใหญ่ขอบคุณสหรัฐฯแขวนอยู่ตามท้องถนนสายต่างๆ และมีอยู่ช่วงหนึ่ง คะแนนนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของอเมริกา ในเวเนซุเอลา พุ่งแตะระดับ 70% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตามผ่านไปไม่กี่เดือน เวลานี้บรรยากาศได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานเมื่อวันอาทิตย์(4 มิ.ย.) ว่าการเปลี่ยนแปลงมีความคืบหน้าช้ากว่าที่คาดหมายไว้ ความผิดหวังที่มีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ในหมู่ประชาชนชาวเวเนซุเอลาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ อ้างอิงจากโพลท้องถิ่น พบว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงมาเกือบ 20 ถึง 30 จุด ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 เดือน

ในผลสำรวจที่จัดทำโดยสำนักโพล Meganalisis พบว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ ในหมู่ประชาชนเวเนซุเอลา ลดลงสู่ระดับ 47% ในเดือนเมษายน จากระดับ 75% ในเดือนมีนาคม ส่วนที่จัดทำโดยอัตลาส อินเดลและบลูมเบิร์ก พบว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ ลดลงจากระดับ 53% ในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 45% ในเดือนพฤษภาคม

ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า "สวนทางกับคำกล่าวอ้างของสหรัฐฯ ที่คุยโวว่าเศรษฐกิจของเวเนซุเอลากำลังมีเสถียรภาพตามหลังการขับไล่มาดูโร พวกชาวบ้านท้องถิ่นแทบไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันของพวกเขา" พร้อมกับอ้างคำสัมภาษณ์ของ ออสการ์ มอนเตโร คนขับแท็กซี่ เล่าว่า "พวกเขาบอกว่ามีรายได้จากน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่สำหรับประชาชนคนธรรมดาอย่างเรา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมไม่รู้สึกเลยว่าเศรษฐกิจดีขึ้น"

ปฏิบัติการทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การบุกจู่โจมจับกุมมาดูโร เมื่อวันที่ 1 มกราคม ได้ก่อความคาดหวังอย่างสูงทั่วสังคมเวเนซุเอลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่อเมริกาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่เคยกำหนดเล่นงานระบอบปกครองของมาดูโร และเปิดทางให้เวเนซุเอลากลับมาส่งออกน้ำมัน

นักโทษการเมืองหลายร้อยคนได้รับการปล่อยตัวและการประท้วงต่อต้านรัฐบาลสามารถจัดขึ้นได้อย่างมีอิสระมากกว่าเดิม ทรัมป์บอกเมื่อไม่นานที่ผ่านมาว่า "เวเนซุเอลาได้กลายมาเป็นประเทศที่มีความสุข" พร้อมเน้นย้ำเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงในพื้นที่ พบว่ามีคนจำนวนมากที่ส่งเสียงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวอ้างดังกล่าวของทรัมป์

รายงานของไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุว่าความจริงแล้ว สถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังคงรุนแรง โดยทางธนาคารกลางเวเนซุเอลา เผยเมื่อเดือนที่แล้ว อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ระดับเกินกว่า 500% ค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายอยู่ที่ 130 โบลิวาร์ต่อเดือน หรือไม่ถึง 1 ดอลลาร์

แม้กระทั่งรัฐบาลอุดหนุนเพิ่มเติมแล้ว รายได้ต่อเดือนจะอยู่ที่ราวๆ 240 ดอลลาร์(ราว 7,800 บาท) ในทางกลับกัน สภาพแรงงานท้องถิ่นต่างๆ ประเมินว่าต้นทุนทางอาหารที่จำเป็นสำหรับครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิก 5 คน จะต้องมีรายได้รวมเกิน 730 ดอลลาร์ต่อเดือน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงการประท้วงเรียกร้องเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำถึงยังคงเกิดขึ้นทั่วเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แม้อุตสาหกรรมน้ำมันส่งสัญญาณถึงการฟื้นตัว แต่สำหรับชาวเวเนซุเอลาแล้ว แทบไม่รู้สึกว่าได้รับผลประโยชน์ใดๆ ตามคำประเมินของไฟแนเชียลไทม์ส สถานการณ์ดังกล่าวมีขึ้นแม้ว่า กิโอวานนี มาร์ติเนซ รองประธาน PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งรัฐของเวเนซุเอลา เผยกำลังผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา แตะระดับ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 200,000 บาร์เรล เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และคาดหมายว่าในปีนี้ กำลังผลิตน้ำมันดิบจะเพิ่มสู่ระดับ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

รายได้จากน้ำมันที่บริหารจัดการโดยสหรัฐฯ ก็เป็นอีกประเด็นแห่งความไม่พอใจเช่นกัน วอชิงตันบอกว่าหลังการโค่นล้มมาดูโรแล้ว พวกเขาได้เข้าบริหารจัดการโดยตรงกับรายได้น้ำมันของเวเนซุเอลา และใช้มันสำหรับการฟื้นฟูประเทศและสนับสนุนด้านสวัสดิการต่างๆ แต่ชาวเวเนซุเอลาคร่ำครวญว่าไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างพอเพียง ว่าแท้จริงแล้วเงินทุนดังกล่าวถูกนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

ความล่าช้าของการปฏิรูปทางการเมืองก็ถูกยกมาเป็นสาเหตุของความไม่พอใจด้วย สหรัฐฯรับปากว่าจะจัดการเลือกตั้งอย่างเสรี แต่ไม่ได้นำเสนอกรอบเวลาอย่างเป็นรูปธรรม อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนแห่งหนึ่ง เผยว่านักโทษการเมืองราว 400 คน ยังคงถูกคุมขัง และแม้มาดูโรพ้นจากอำนาจไปแล้ว แต่โครงสร้างอำนาจส่วนใหญ่และระบบการปกครองที่เขาสร้างมา ยังคงอยู่ดี

ขณะเดียวกันความไม่พอใจยิ่งมีมากขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเร็วๆนี้ ถึงขั้นพูดว่า เวเนซุเอลา อาจถูกผนวกเข้าเป็นรัฐที่ 51 ของอเมริกา แม้กระทั่งรัฐบาลโปรอเมริกาของประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ ยังสวนกลับอย่างเปิดเผยในเรื่องนี้

"เวเนซุเอลาไม่ใช่อาณานิคม แต่เป็นประเทศอธิปไตย ทันทีหลังจากมาดูโรถูกขับไล่ ชาวเวเนซุเอลามอง ทรัมป์ ในฐานะผู้กอบกู้ แต่หลายเดือนต่อมา ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจและความล่าช้าในการปฏิบัติการเมือง ได้เปลี่ยนความคาดหวังเป็นความผิดหวัง" ไฟแนนเชียลไทม์สประเมิน

(ที่มา:ไฟแนนเชียลไทม์ส/โชซุนบิซ)