xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อกระทรวงดีอี ใช้ลายเซ็น เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เมื่อกระทรวงดีอี ใช้ลายเซ็น
เป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบ


คำชี้แจงจากปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อกรณีโครงการ TH-AI Passport มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ที่ว่า เมื่อลงนามในสัญญาจ้างไปแล้ว ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในทีโออาร์ (TOR) หรือขอบเขตของสัญญาเดิมได้นั้น แม้จะเป็นถ้อยคำที่อ้างอิงกรอบความรับผิดชอบในทางปฏิบัติงาน แต่หากพิจารณาผ่านกฎหมายมหาชน หลักรัฐศาสตร์ และธรรมาภิบาลภาครัฐแล้ว คำกล่าวเช่นนี้กลับสร้างข้อกังขาสำคัญแก่สังคม

เพราะในโลกของกฎหมายปกครอง “ไม่มีนิติกรรมหรือสัญญาใดของรัฐ ที่อยู่เหนือการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโครงการดังกล่าวถูกตั้งคำถาม รัฐยิ่งมีหน้าที่และหลักความรับผิดรับชอบ ที่จะต้องกลับมาทบทวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น หาใช่การรีบนำเอาสถานะ “การลงนามแล้ว” มาเป็นเกราะกำบัง เพื่อปฏิเสธเสียงสะท้อนของสังคม

ความเข้าใจที่ว่า “เซ็นแล้วต้องเดินหน้าต่อ แม้มีปัญหา” เป็นความคิดแบบราชการนิยมที่อันตราย เพราะหากใช้ตรรกะนี้ เท่ากับว่าเมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่รีบร้อนลงนามในสัญญา เมื่อนั้นทุกอย่างก็จะกลายเป็นยิ่งกว่าพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ “แตะต้อง” ไม่ได้ แม้ภายหลังจะพบพิรุธมากมายและร้ายแรงเพียงใดก็ตาม

นอกจากนั้นกฎหมายไทยไม่ได้วางหลักไว้เช่นนั้น ตรงกันข้าม พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เปิดช่องไว้ชัดเจนว่า สัญญาของรัฐสามารถ “แก้ไขได้” หากเป็นไปเพื่อ “ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ” หลักการนี้สำคัญ เพราะสะท้อนหัวใจของกฎหมายปกครองว่า “ประโยชน์สาธารณะ อยู่เหนือความสะดวกสบายของคู่สัญญา”

ในระบบกฎหมายมหาชน สัญญาของรัฐแตกต่างจากสัญญาระหว่างเอกชนทั่วไป เพราะรัฐไม่ได้ทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของตนเอง หากทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ดังนั้นเมื่อปรากฏข้อสงสัยที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน รัฐจึงมีหน้าที่ต้องทบทวนการตัดสินใจของตนเองอยู่เสมอ แม้จะได้ลงนามในสัญญาไปแล้วก็ตาม

หน่วยงานของรัฐไม่ได้มีเพียง “สิทธิ” ที่จะทบทวนสัญญา แต่ในหลายกรณีมี “หน้าที่” ดำเนินการให้ถูกต้องด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า การยกเลิกสัญญารัฐไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจมีผลทางกฎหมายตามมา เช่น การถูกฟ้องร้อง หรือการถูกเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญา แต่การมี “ต้นทุน” ในการยกเลิก ไม่ได้แปลว่า “ยกเลิกไม่ได้”

รัฐที่มี “ธรรมาภิบาล” ต้องกล้ายอมรับต้นทุนบางอย่าง หากต้นทุนนั้นคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาความถูกต้อง โปร่งใส และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

สิ่งที่อันตรายกว่าการยกเลิกสัญญา คือการสร้างบรรทัดฐานว่า “เมื่อเซ็นแล้ว ต่อให้สังคมสงสัยว่ามีปัญหาอย่างไร ก็ห้ามแตะต้อง” การพยายามทำให้ “ลายเซ็นของเจ้าหน้าที่” อยู่เหนือ “การตรวจสอบของสังคม” ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักธรรมาภิบาล เพราะในสังคมประชาธิปไตย ไม่มีการใช้อำนาจใดที่ควรได้รับเอกสิทธิ์เหนือการตรวจสอบของสาธารณชน

หากสังคมยอมรับตรรกะผิด ๆ เช่นนั้น วันหนึ่งคำว่า “การจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส” ก็อาจกลายสภาพเป็นเพียงวาทกรรมบนหน้ากระดาษที่ไร้ความหมาย และไม่สามารถจับต้องได้ในโลกแห่งความจริง

รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต