xs
xsm
sm
md
lg

'หมาแก่-แมวสาว' ลาจอ อำนาจมืดครอบงำ ระบอบสีน้ำเงินพ่นพิษ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'หมาแก่-แมวสาว' ลาจอ
อำนาจมืดครอบงำ
ระบอบสีน้ำเงินพ่นพิษ


การประกาศกลางรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ของ 'ดนัย เอกมหาสวัสดิ์' และ 'อมรรัตน์ มหิทธิรุกข์' ว่ารายการจะยุติการออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงสื่อและการเมืองไม่น้อย แม้คำอธิบายอย่างเป็นทางการจากผู้ดำเนินรายการจะระบุว่า เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานหลังจากปักหลักอยู่กับช่อง 9 มานานเกือบ 7 ปี แต่เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น ปราศจากการแทรกแซงในทางการเมือง

เหตุผลสำคัญคือ อสมท เป็นองค์กรสื่อของรัฐที่มีโครงสร้างการบริหารเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คณะกรรมการส่วนใหญ่ล้วนผ่านกระบวนการแต่งตั้งจากภาครัฐ ขณะที่องค์กรเองก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเป็นธรรมดาที่สังคมย่อมต้องมองว่างานนี้มีแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ

ยิ่งเมื่อพิจารณาเนื้อหาของรายการในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่ารายการดังกล่าวมีบทบาทตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยโดยตรงและอ้อม ไม่ว่าจะเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับโครงการ AI Passport หรือประเด็นความโปร่งใสของกระบวนการสรรหาและรับรองบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระผ่านวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

แน่นอนว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชนในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อรายการที่มีบทบาทตรวจสอบเข้มข้นกำลังจะยุติการออกอากาศ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้การเมืองไทยเกิดความตึงตัวขึ้นมาพอสมควรเลยทีเดียว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อกว่า 20 ปีก่อนของรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" ซึ่งเคยออกอากาศผ่านช่องทางของ MCOT เช่นเดียวกัน ในช่วงแรกรายการดังกล่าวนำเสนอประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองทั่วไป แต่เมื่อเริ่มเห็นขบวนการทำให้บ้านเมืองบิดเบี้ยว รายการเมืองไทยรายสัปดาห์เวลานั้นจึงต้องออกมาทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลในเวลานั้นอย่างดุเดือด จนกระทั่งที่สุดรายการก็ถูกดีดออก MCOT ก่อนที่เหตุการณ์จะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา

แม้บริบททางการเมืองในปี 2569 จะไม่เหมือนกับบรรยากาศทางการเมืองเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่ด้านหนึ่งยังมีบทเรียนสำคัญ คือ เมื่อใดก็ตามที่สังคมเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่ของสื่อกำลังถูกจำกัด หรืออำนาจรัฐกำลังมีอิทธิพลเหนือการทำหน้าที่ตรวจสอบของสื่อ เมื่อนั้นความไม่ไว้วางใจต่อระบบการเมืองจะเริ่มก่อตัวขึ้น

ความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองและรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงประสิทธิภาพในการบริหารประเทศเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรีด้วย ดังนั้น ไม่ว่าการตัดสินใจยุติการออกอากาศครั้งนี้จะมีที่มาจากเหตุผลทางธุรกิจ เหตุผลด้านนโยบายองค์กร หรือปัจจัยทางการเมือง สังคมย่อมมีสิทธิ์ตั้งคำถามและเรียกร้องความชัดเจนจากทุกฝ่าย เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความโปร่งใสย่อมไม่อาจสร้างได้โดยอาศัยอำนาจรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย

บทสรุปสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงอาจไม่ใช่การหาคำตอบว่าใครถูกหรือผิด หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนระหว่างอำนาจรัฐ สื่อมวลชน และความเชื่อมั่นของสาธารณชน เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่การตรวจสอบอำนาจถูกจำกัด เมื่อนั้นความสงสัยและความไม่ไว้วางใจต่อระบบการเมืองย่อมเพิ่มสูงขึ้น รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลชุดนี้ล้วนแต่เคยผ่านเหตุการณ์วิกฤติการเมืองมาแล้วหลายครั้ง หวังว่าบทเรียนในอดีตน่าจะเตือนใจอยู่บ้าง เว้นเสียแต่จะถูกอำนาจทางการเมืองปิดหูปิดตา เพียงเพราะต้องการแสวงหาและรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้เท่านั้น