'ภูมิใจไทย' หลงทาง
ลุยฟ้องคนเห็นต่าง
ใช้กฎหมายป้องตัวเอง
ดูเหมือนว่าเวลานี้พรรคภูมิใจไทยจะหลงลืมหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไปเสียแล้ว ภายหลังประกาศเดินหน้าใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ดินเขากระโดง โดยระบุว่าจะดำเนินคดีทุกกรณีที่เข้าข่ายใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งการประกาศท่าทีที่แข็งกร้าวดังกล่าวได้กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องชื่อเสียงกับการเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบสาธารณะควรอยู่ตรงไหน
แน่นอนว่า บุคคลหรือองค์กรทางการเมืองทุกแห่งมีสิทธิที่จะใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องตนเองจากข้อมูลอันเป็นเท็จหรือการใส่ร้ายป้ายสี แต่ในอีกด้านหนึ่ง การประกาศว่าจะดำเนินคดีอย่างกว้างขวางต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์ ย่อมสร้างความกังวลว่าบรรยากาศแห่งการตรวจสอบจะถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว
ยิ่งเมื่อประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเป็นเรื่องที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ การบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ และการบังคับใช้กฎหมาย การเปิดให้เกิดการตรวจสอบจากทุกภาคส่วนจึงเป็นเรื่องที่สังคมคาดหวังมากกว่าการตอบโต้ด้วยกระบวนการฟ้องร้อง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงเวลาเดียวกัน หลายภาคส่วนของสังคมไทยกำลังผลักดันให้เกิดการตรากฎหมายป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “กฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก” (Anti-SLAPP Law)
หลักการสำคัญของกฎหมายลักษณะนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการคุ้มครองผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หากแต่ต้องการป้องกันไม่ให้กระบวนการทางกฎหมายถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาระและความหวาดกลัวแก่ผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบประเด็นสาธารณะโดยสุจริต
หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้พัฒนากลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองชื่อเสียงกับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพราะหากประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องทุกครั้งที่ตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ สุดท้ายแล้วผู้ที่เสียประโยชน์ที่สุดคือสังคมโดยรวม
ด้วยเหตุนี้ การที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ซึ่งมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลเลือกใช้แนวทางการประกาศดำเนินคดีเป็นมาตรการหลักในการตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามถึงความสอดคล้องกับหลักการที่สังคมกำลังพยายามผลักดัน
ในทางการเมือง พรรคการเมืองไม่ใช่องค์กรเอกชนทั่วไป หากแต่เป็นสถาบันสาธารณะที่ต้องยอมรับการตรวจสอบมากกว่าบุคคลหรือองค์กรประเภทอื่น เพราะได้รับอำนาจจากประชาชนและมีบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศ
หากข้อกล่าวหาหรือข้อมูลใดไม่ถูกต้อง พรรคการเมืองย่อมมีสิทธิชี้แจงข้อเท็จจริง นำหลักฐานออกมาแสดง และใช้กระบวนการยุติธรรมในกรณีที่มีการใส่ร้ายอย่างชัดเจน แต่การส่งสัญญาณว่าจะดำเนินคดีอย่างกว้างขวางต่อผู้แสดงความคิดเห็น อาจถูกมองได้ว่าเป็นการสร้างแรงกดดันต่อผู้ที่ต้องการตรวจสอบประเด็นสาธารณะ
ยิ่งเมื่อพรรคดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล ความคาดหวังจากสังคมย่อมสูงขึ้นไปอีก เพราะประชาชนต้องการเห็นความพร้อมในการรับฟังคำวิจารณ์ ความโปร่งใสในการชี้แจงข้อเท็จจริง และความอดทนต่อการตรวจสอบจากสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไม่ได้เกิดจากการชนะคดีในศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการอธิบายข้อเท็จจริง เปิดเผยข้อมูล และทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าทุกข้อสงสัยสามารถถูกตรวจสอบได้โดยปราศจากความหวาดกลัว
ในยุคที่ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสมากกว่าที่เคย การตอบคำถามด้วยข้อมูลอาจสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการไล่ฟ้องคนที่เห็นต่าง และนั่นอาจเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคภูมิใจไทยว่า จะเลือกเดินไปในทิศทางของการเปิดพื้นที่ให้สังคมตรวจสอบ หรือจะใช้การฟ้องคดีเพื่อเป็นการฟอกตัวเอง