'ภูเก็ต' ไข่มุกอันดามัน
แดนสนธยาแห่งอำนาจ
สะท้อนยุคตกต่ำ 'มหาดไทย'
'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี น่าจะเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยาวนานที่สุดคนหนึ่ง เพราะทำหน้าที่เป็นเจ้ากระทรวงมาตั้งแต่เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจนมาถึงในรัฐบาลปัจจุบัน
กระทรวงมหาดไทยในยุค 'อนุทิน' แทบไม่เคยห่างจากกระแสข่าวความขัดแย้งและข้อครหาทางการเมือง แต่หากจะมีกรณีใดที่สะท้อนความปั่นป่วนภายในองค์กรได้ชัดเจนที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นมหากาพย์ปัญหาการบริหารราชการในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งลุกลามจากการปราบปรามผู้มีอิทธิพล สู่การโยกย้ายปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และท้ายที่สุดยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตของอนุทินเมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อประกาศจัดระเบียบพื้นที่หาดบางเทา อำเภอถลาง และเดินหน้าปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ถูกกล่าวหาว่าแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ การลงพื้นที่ครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นการแสดงบทบาทเชิงรุกของรัฐมนตรีมหาดไทยที่ต้องการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเอาจริงกับการจัดการปัญหาในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกแห่งนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่ได้จบลงที่การบังคับใช้กฎหมาย หากแต่ลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งภายในระบบราชการเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ 'นฤชา โฆษาศิวิไลซ์' อธิบดีกรมการปกครอง มีคำสั่งย้าย 'รุ่งเรือง ธิมาบุตร' ปลัดจังหวัดภูเก็ต ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง ภายหลังถูกร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีส่วยบางลาและการรุกล้ำพื้นที่หาดฟรีด้อม
แทนที่เรื่องจะยุติลงตามกระบวนการบริหารบุคคล 'รุ่งเรือง' กลับเลือกเดินหน้าต่อสู้ โดยเข้าร้องเรียนผ่านพรรคประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของคำสั่งดังกล่าว จนเรื่องกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระดับชาติ
จากนั้นสถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อมีการเผยแพร่ภาพแชตที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาของผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีข้อความลักษณะสั่งการผ่านไลน์กลุ่ม พร้อมวลีที่กลายเป็นคำถามทางการเมืองทันทีว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ 'นฤชา' ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในข้าราชการสายสำคัญของเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ปมปัญหากลับไม่จบเพียงเท่านี้ ในช่วงที่ประเด็น 'ส่วยบางลา' ยังถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสข่าวความขัดแย้งภายในศาลากลางจังหวัด เมื่อมีข้อมูลหลุดออกมาว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดรายหนึ่งอ้างว่าสามารถผลักดันให้มีการย้าย “ผู้ว่าฯ เซมเบ้” นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้
จุดเดือดของเรื่องเกิดขึ้นระหว่างการประชุมมอบนโยบายของกระทรวงมหาดไทย เมื่ออนุทินกล่าวถึงข่าวลือเรื่องรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่อ้างว่าสามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดได้ พร้อมตั้งคำถามว่าบุคคลดังกล่าวมีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาตามสายงานได้อย่างไร ซึ่งคำพูดดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเครือข่ายอำนาจภายในจังหวัดภูเก็ตโดยตรง
ท้ายที่สุด กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งย้าย 'ธีระพงศ์ ชูช่วย' และ 'อดุลย์ ชูทอง' พ้นจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อยุติข้อครหาและลดแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังขยายตัว
การย้ายบิ๊กจังหวัดภูเก็ตออกจากพื้นที่พร้อมกัน 3 คน ด้านหนึ่งอาจจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในศาลากลางจังหวัดได้ แต่ปัญหาผู้มีอิทธิพล เครือข่ายผลประโยชน์ และข้อกล่าวหาเรื่องส่วยในจังหวัดภูเก็ต ยังเป็นคำถามที่รอการพิสูจน์พอสมควร เพราะหากการแก้ปัญหาจบลงเพียงแค่การโยกย้ายตัวบุคคล โดยที่โครงสร้างอำนาจเดิมยังคงอยู่ ความขัดแย้งก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต
สำหรับอนุทิน นี่อาจเป็นบททดสอบทางการเมืองที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียนกระทรวงมหาดไทย เพราะสิ่งที่สังคมต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการย้ายคน แต่คือการพิสูจน์ว่าระบบราชการสามารถจัดการกับปัญหาผู้มีอิทธิพลและผลประโยชน์ทับซ้อนได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานภาครัฐที่นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายให้คุณให้โทษบุคคลได้อย่างมันมือ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
การโยกย้ายข้าราชการอาจช่วยคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าได้ แต่ไม่อาจทดแทนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หากเครือข่ายอิทธิพลและผลประโยชน์ยังคงดำรงอยู่ คำถามเรื่องความโปร่งใสและความเป็นธรรมก็จะย้อนกลับมาท้าทายกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งในอนาคต