เมืองไทย 360 องศา
ในบรรดาระดับแกนนำของพรรคภูมิใจไทยในช่วงที่ผ่านมา ชื่อของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ถือว่า “ขึ้นหม้อ” มากขึ้นทุกวัน หนึ่งเป็นเพราะเขาถือเป็น “ทุนใหญ่” ของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลายเป็น “ทุนหลัก” ของพรรคทางภาคใต้ เพราะด้วยกลยุทธ์อันแพรวพราว ทำให้พรรคภูมิใจไทย นอกจากจะสามารถปักธงในภาคใต้ได้แล้ว เริ่มจากจังหวัดสตูล พัทลุง แล้วขยายใหญ่โตเรื่อยมา จนถึงการเลือกตั้งคราวที่แล้วที่พรรคได้ “กระแส” เป็นแรงส่งทำให้ผลการเลือกตั้งทางภาคใต้ “พรรคสีน้ำเงิน” เติบโตขึ้นจนน่าจับตา
อย่างไรก็ดี จากผลการเลือกตั้งดังกล่าว ย่อมต้องมีชื่อของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ติดอยู่ในรายชื่อ “ขุนพล” หรือระดับ “ทุนหลัก” ของพรรค และแน่นอนว่าด้วยผลงานดังกล่าว ย่อมได้รับผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ กับการได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาตั้งแต่รัฐบาล “อนุทิน 1” และต่อเนื่องมาจนถึง “อนุทิน 2” ในปัจจุบัน เขาก็ยังนั่งคุมเก้าอี้สำคัญในระดับเกรดเอ รวมไปถึงเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี อันดับหนึ่ง สำหรับ “รักษาการนายกฯ” ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ขณะที่เดินทางไปต่างประเทศ
แต่โอกาสยังไม่เท่ากับ “ฝีมือ” เพราะที่ผ่านมา เขาได้โอกาสให้กำกับดูแลภารกิจสำคัญมาแล้ว แต่กลับไม่อาจสร้างความนิยมให้กับทั้งรัฐบาลและตัวเอง ไม่ว่าเมื่อตอนที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่ถูกวิจารณ์ถึงความล้มเหลว การประสานงานมีแต่ความโกลาหล จนในช่วงหลังต้องค่อยๆ ถอยฉากออกไป
จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลปัจจุบันที่เขายังนั่งตำแหน่งเดิม เริ่มตั้งแต่ได้รับภารกิจดูแลแก้ปัญหา “วิกฤตพลังงาน” ในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า มิหนำซ้ำยังถูกวิจารณ์ถูกกล่าวหาในกรณี “กักตุนน้ำมัน” เสียเครดิตใหญ่โต จนต้องถอยออกไปอีกครั้ง
ถัดมาก็ทำหน้าที่เป็นกองหน้า “ออกตัวแรง” ในการผลักดัน “โครงการแลนด์บริดจ์” ทางภาคใต้ เชื่อมฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน แต่ก็ถูกวิจารณ์ยับอีกรอบ ในสารพัดเรื่อง ที่สำคัญโดนข้อกล่าวหาแบบเดิมอีก ก็คือเรื่อง “ความไม่โปร่งใส” ไม่คุ้มค่ากับการพัฒนาที่ถูกมองว่า “ขายฝันเกินจริง” จนในที่สุดก็ต้องถอยอีก และมีการเปลี่ยนหัวหน้าทีมใหม่เป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง ให้เข้ามาดูแลในเรื่องการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดใหม่อย่างรอบด้านภายใน 90 วัน ความหมายก็คือ “ถอยมาตั้งหลัก” ใหม่นั่นแหละ
ล่าสุดก็ทำให้ถูกจับตามองกันอีกครั้ง กับคำสั่งนายกนายกรัฐมนตรีให้ นายพิพัฒน์ พ้นจากการกำกับดูแลเขาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ “อีอีซี” ทันที ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น เนื่องจากกำลังมีการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ทั้งในเรื่องการขยายสนามบินอูตะเภา เมืองการบิน และที่สำคัญโครงการก่อสร้างรถไฟเชื่อมสามสนามบิน ที่ต้องการความชัดเจน
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 234/2569 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3)
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
จึงให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 96/2569 เรื่อง มอบหมายและมออำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมาย และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 ดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้ยกเลิกข้อ 1.1.3 (คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยคำสั่งดังกล่าวมีการลงนาม เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
หากพิจารณาจากคำสั่งดังกล่าว แม้ว่าจะดูน่าเวียนหัว อ่านเข้าใจยาก แต่ความหมายก็คือ “ปลด” นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ พ้นจากการกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี นั่นเอง ซึ่งตามปกติเป็นอำนาจของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพราะเป็นงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง รวมไปถึงตำแหน่งรองนายกฯก่อนหน้านี้ ที่มีขอบข่ายรับผิดชอบหน่วยงานกว้างขวาง
แต่ที่น่าสังเกตก็คือ ก่อนหน้านี้เขามีนโยบายยืนยัน “ไม่แก้ไข” สัญญาโครงการก่อสร้างรถไฟเชื่อมสามสนามบิน แบบที่สร้างไป จ่ายไป โดยยืนกรานว่า ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเดิมเท่านั้น
จะด้วยเรื่องนี้หรือเปล่า ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับดูแลใหม่ เพราะงานนี้ถือว่าเป็นการชนกับอีก “ทุนใหญ่” ที่ชนะการประมูล รวมไปถึงเรื่อง“เครดิต” และ“ฝีมือ” ในการบริหารจัดการของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบคนเดิมอีกหรือไม่ จึงต้องมีการเปลี่ยนคนใหม่อีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าไม่ทราบ ต้องถามนายกรัฐมนตรี เมื่อเดินทางกลับจากการประชุมที่ประเทศรัสเซียแล้ว
การเปลี่ยนแปลงคนกำกับดูแลพื้นที่ อีอีซี จากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นคนอื่นในครั้งนี้ จะด้วยสาเหตุใดกันแน่ ต้องรอความชัดเจนกันอีกครั้ง แต่หากสังเกตจะเห็นว่าในระยะหลังเขาถูกลดบทบาท และถูกเปลี่ยนแปลงการควบคุมดูแลการสั่งการหลายเรื่องต่อเนื่องกัน ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับความจริงเช่นเดียวกันว่า “เสียเครดิต” ทำนองว่า “เข็นไม่ขึ้น” หรือเปล่า !!