เอเจนซีส์ – ดมิตรี เมดเดเวฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย และคนสนิทปูติน ล่าสุดฉุนไม่เลิกประกาศ รัสเซียอาจจะละทิ้งกฎแห่งสงคราม สร้างความวิตกไปทั่วว่ามอสโกอาจถึงขั้นใช้นิวเคลียร์โจมตีเคียฟหลังสร้างความอับอายให้มอสโกด้วยการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียจนประชนบ่นถึงฝนดำและใช้ฟุตเทโจมตีเปิดตัวอาวุธโดรนโจมตีไกลที่งานแสดงอาวุธแดนน้ำหอมสัปดาห์นี้เรียกเสียงฮือฮาไปทั่ว
เดลีเมล ของอังกฤษรายงานวานนี้(20 มิ.ย)ว่า เป็นเสมือนการชี้นำไปว่าการศึกระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อาจจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดมิตรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และปัจจุบันผู้ช่วยประธานสภาความมั่นคงรัสเซียออกมาเปิดเผย
พร้อมกับกล่าวว่า “มันถึงเวลาการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีอีกต่อไป จะไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆเมื่อเกี่ยวข้องกับนีโอนาซีเคียฟ”
เมดเวเดฟ คนสนิทของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน กล่าวต่อว่า “นี่เป็นการโจมตีครั้งมโหฬารของศัตรูที่เป็นพวกผู้ก่อการร้ายต่อเมืองต่างๆของพวกเรา” เหมือนราวกับกล่าวเป็นนัยไปถึงการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่ 3 ในอนาคต
สื่ออังกฤษชี้ว่า เกิดขึ้นหลังเครมลินเพลี่ยงพล้ำอย่างขายหน้าในสัปดาห์นี้เมื่อยูเครนเปิดฉากโจมตีต่อโรงกลั่นน้ำมันในกรุงมอสโก
เป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของเคียฟต่อเมืองหลวงของรัสเซียในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดไฟไหม้ในกรุงมอสโกและบริเวณโดยรอบและท่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของมอสโกต้องสั่งอพยพด่วน
ภาพที่ปรากฏไปทั่วในช่วงเวลาที่โดรนโจมตีไกลของยูเครนโจมตีคลังน้ำมันในกาปอตเนีย ( Kapotnya) ของกรุงมอสโกทำให้เกิดลูกบอลเพลิงขนาดยักษ์ขึ้นสู่ท้องฟ้าและเศษซากปรักหักพังกระจายตกสู่พื้น
สื่อกราโนของยูเครนรายงานว่า ในงานการโชว์ด้านการป้องกันประเทศของฝรั่งเศส Eurosatory international defense พบว่า เคียฟได้เปิดตัวโดรนพลีชีพโจมตีไกลตัวใหม่ที่ใช้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันมอสโกล่าสุดชื่อโดรนของบริษัท Fire Point ที่มีความสามารถบินไกล 2,600 ก.ม และภาพจากปฎิบัติการส่งขึ้นจอที่งานจัดแสดงเพื่อโปรโมท
เดลีเมลรายงานว่า ประชาชนมอสโกต่างบ่นถึงฝนดำที่ตกลงมาจากฟ้าหลังการโจมตีแต่ทว่าเจ้าหน้าที่รัสเซียรีบออกมาปฎิ้สธ
และข้ามคืนผ่านมามอสโกโจมตีที่เมืองคาร์คีฟ(Kharkiv) ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายชั่วเมืองเพื่อช่วยพลเรือนออกจากซากปรักหักพัง
รัสเซียที่ผ่านมาถูกกล่าวหาว่าสังหารประชาชนยูเครนที่บริสุทธิ์ในแต่ละวันท่ามกลางสงคราม
เมดเวเดฟกล่าวว่า “มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงน่าหวาดหวั่นต่อพวกเราคือ การทำลายพลเรือนอย่างตั้งใจ “ผมขอตอกย้ำ “อย่างตั้งใจ” หมายความว่าตั้งใจอย่างชัดเจน”
และ “สิ่งอื่นๆทั้งหมดนั้นล้วนสามารถกระทำได้ ไม่ว่ามันจะต่ำกว่าบานโกวา(Bankova หมายความถึง โวโลดิมีร์ เซเลนสกี) และการเห่าหอนจากพวกคอรัสยุโรปทั้งหลาย”
เมดเวเดฟกล่าวอย่างดุดันต่อว่า “นี่ใช้ได้กับพวกอนุสัญญากรุงเฮกด้านกฎหมายและต่อธรรมเนียมปฎิบัติของสงครามเช่นกัน”
เขาชี้ว่า “สิ่งเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป การทำสงสรามได้เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเมื่อศตวรรษก่อน”
และชี้ว่า “ในเวลานั้นมันถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะยอมรับได้ในการที่จะขโมยจากหรือสังหารผู้นำหรือแม้กระทั่งชาติที่เป็นศัตรู”
คนใกล้ตัวปูตินกล่าวว่า “มากไปกว่านี้ มิสไซล์และโดรนถูกนำมาแทนที่การปฎิบัติของการทิ้งระเบิดจากบอลลูน ดังนั้นการใช้วรรคในภาษาลาติน “rebus sic stantibus” (ตราบเท่าที่สถานการณ์ยังคงเดิม) นั้นมีความเหมาะสม”
เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศที่อนุญาตให้คู่สัญญาสามารถยกเลิกไม่ทำตามปฎิบัติได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันที่ผิดไปจากสถานการณ์ตามข้อตกลง