ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ เละ"คาบ้าน" สส.หวังอุ้ม "ลูกนก-ไชยชนก" ปม TH-AI Passport แต่กลายเป็นกวักมือเรียกทัวร์ลงเพจ "ค่ายน้ำเงิน" หนักกว่าเดิม ถถถ..โถ!
นาทีนี้ค่ายสีน้ำเงิน "ภูมิใจไทย" พยายามขยับทุกกระบวนท่า เพื่อกางปีกป้อง "ลูกนก" ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ "เนวิน ชิดชอบ" ที่กำลังสะบักสะบอม โดนถล่มจมเขี้ยวจากเมกะโปรเจกต์ TH-AI passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท
ล่าสุด "กำนันป้อม" พิชานนท์ อิงประสาร สส.ตราด เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ทนดูนายน้อยโดนยำไม่ไหว เลยขอโดดขวางทางปืน ออกมาสับขั้วตรงข้ามอย่างดุเดือด ผ่านเพจหลักของพรรค
โดย "สส.กำนันป้อม" ร่ายยาวทำนองว่า การตรวจสอบความโปร่งใส คือหน้าที่ของ "ฝ่ายค้าน" แต่อย่าตีกิน บิดเบือนข้อมูลเพื่อชี้นำสังคมให้เข้าใจผิด
"ในฐานะสส.ต่างจังหวัด ผมมองว่านี่คือโอกาสทองที่เด็กนักเรียน-นักศึกษาจะได้ใช้ AI ระดับพรีเมียมฟรี ทั้งที่ปกติระบบพวกนี้ค่าบริการรายเดือนแพงหูฉี่" สส.ตราด พยายามชี้แจง
แถมยังแอบจิกกัดเจตนาของคนที่ออกมาไล่บี้ให้พับโครงการนี้ว่า...หรือเพราะกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม "กลัว" ประชาชนกว่า 5 ล้านคน จะฉลาดและได้ประโยชน์ จนทำให้ตัวเองต้องเสียแต้มต่อทางการเมืองใช่ไหม ?
ตบท้ายแบบหล่อๆ ว่า ถ้าฝ่ายค้านหรือใครค้างคาใจว่าทุจริต ก็ไปยื่นตรวจสอบตามกระบวนการกฎหมาย นู่นคือวิถีประชาธิปไตย ไม่ใช่เอะอะก็สั่ง "เบรก" โดยไม่สนหัวเยาวชน และประชาชน
ตัดภาพมาที่ความเป็นจริง...ทันทีที่โพสต์นี้ปล่อยออกไป แทนที่จะได้เสียงตบมือ ปรากฏว่าโดนชาวเน็ตตบหน้าหงาย คณะทัวร์สามล้อซาเล้ง ยันปัญญาชนตบเท้าเข้ามากระทืบไลก์ สวนกลับ สส.น้ำเงิน กันจนเพจแทบแตก!
ลองมาส่องคอมเมนต์บางส่วน ที่อ่านแล้วแสบไปถึงทรวง...
"อยากรู้ว่ามันดียังไง รบกวนคนภูมิใจไทยทั้งพรรค ช่วยโชว์สกิลใช้งานให้ดูหน่อยซิว่า AI ทั่วไปกับ AI PRO มันต่างกันยังไง หวังว่าคงใช้เป็นกันทั้งพรรคนะ จะได้อธิบายชาวบ้านถูก ถถถ..."
"เอาจริงดิ? Gemini กับ ChatGPT เขาก็มีให้ใช้ฟรีอยู่แล้วป่ะ? แถมมั่นใจว่าฉลาดกว่าระบบที่พวกท่านจะทำชัวร์ๆ"
"ผลสัมฤทธิ์ของโครงการ คืออะไรครับท่าน? เอาไม้บรรทัดไหนมาวัด?"
"ช่างกล้าพูดเนอะ 55555"
" TH-AI... 1,600 กว่าล้าน มันคุ้มค่าและโปร่งใสจริงๆ หรือคะท่านสส.!?"
"ชาวบ้านเขาไม่ได้ค้านโครงการจ้า เขาแค่ถามหา "ความโปร่งใส" แต่แปลก...ไม่มีใครตอบตรงคำถามสักคน!"
"สมมุตินะ ลุงขับสามล้อแกจะได้อะไร จาก AI? เอาเงินไปลดค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน ไม่ดีกว่าเหรอ ได้ประโยชน์ถ้วนหน้ากว่าเยอะ"
"จริงไหมครับที่เขาซุบซิบกันว่า...โครงการนี้ล็อกสเปก เอื้อประโยชน์ให้บริษัทคนสนิท?"
"โลกไปถึงไหนแล้วคุณน้า เด็กมัธยมยันมหาลัยเขาใช้ ChatGPT, Gemini ตัวฟรีกันคล่องปรื๋อแล้ว ส่วน SME หรือ ฟรีแลนซ์ เขาก็ควักเงินจ่าย Subscript เองมานานแล้ว เลยไม่เข้าใจว่าเงิน 1,600 ล้านบาทเนี่ย จะละลายแม่น้ำไปเข้ากระเป๋าใคร? ในเมื่อคนที่จำเป็นต้องใช้เขาก็พึ่งพาตัวเองได้หมดแล้ว"
"ปัญหาระดับรากหญ้าจริงๆ คือเขาไม่มี"อินเทอร์เน็ต" จะใช้จ้า! เด็กตจว.ในชนบท ไม่มีตังค์เติมเน็ตมือถือทุกเดือนหรอก WiFi บ้านยิ่งไม่ต้องพูดถึง"
"พรรคภูมิใจไทยระวังโดนเรื่องเฟกนิวส์นะ หาเสียงอะไรไว้ทำได้บ้างหรือยัง 55555"
++ การเมืองปีศาจ?! “อนุทิน” ฉีกหน้า “พิพัฒน์” ซ้ำแล้วซ้ำอีก ขั้วน้ำเงินใกล้พัง!
การตัดสินใจของ“อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี ที่ดึงอำนาจกำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กลับมาไว้ในมือตนเอง จากเดิมที่มอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ดูแล
ถือเป็นการ “ฉีกหน้า” กันอีกครั้ง เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง ในช่วง 3 เดือนในรัฐบาล “อนุทิน 2”
ครั้งแรก คงจำกันได้ ช่วงเกิดวิกฤตน้ำมัน ตอนเปิดฉากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน “พิพัฒน์” ถูกปลดจากการกำกับศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเปิดทางให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้ามารับหน้าที่แทน ท่ามกลางแรงกดดันจากกระแสวิจารณ์เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในเรื่องพลังงาน
เพราะในขณะที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะศบก. เป็นผู้กำหนดราคาน้ำมัน แต่เครือญาติของเขา เป็นเจ้าของปั้มน้ำมัน PT ที่มีถึง 2,229 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นรองแค่ปั๊มปตท. เท่านั้น
แล้วอย่างนี้ทำไมจะไม่ถูกรุมถล่มว่า รัฐบาลสุมหัวกัน “ปล้นประชาชน”!?
“อนุทิน” จึงหาทางลดกระแสด้วยการ เตะ“พิพัฒน์”ออกไป แล้วให้คนที่ภาพลักษณ์ดูดีอย่าง “เอกนิติ” นั่งแทน
ช่วงนั้นสังคมแค้นมาก ที่คนในเครือข่ายรัฐบาลทำตัวเหมือนปีศาจ ซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อน จึงรณรงค์ “แบน” ปั้มน้ำมัน PT และธุรกิจในเครือข่าย ทำเอาครอบครัวของพิพัฒน์ แทบกระอัก!
ครั้งที่ 2 “พิพัฒน์” ออกมาจุดพลุ “โครงการแลนด์บริดจ์” เมกะโปรเจกต์ด้านโลจิสติกส์ ที่จะเชื่อมโยง จ.ระนองจากฝั่งอันดามัน กับจ.ชุมพร ฝั่งอ่าวไทย บอกว่าเรือขนส่งสินค้าจะได้ไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกา ให้เสียเวลา
จะทำพื้นที่บริเวณนั้น เป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ผลักดันแก้กฎหมายให้ต่างชาติ เช่าที่ดินได้ 99 ปี ให้ต่างชาติประกอบอาชีพที่เคยเป็นอาชีพสงวนของคนไทยได้ และอีกหลายๆอย่าง เพื่อดึงดูดนักลงทุน
แต่ก็ถูกตั้งคำถาม ถึงเรื่องความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ ร่นระยะเวลา และค่าใช้จ่ายได้จริงหรือไม่ ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งบนบก และในทะเล ปัญหาความมั่นคง หากต่างชาติเข้ามายึดครองที่ดินสร้างอาณาจักรของตนเองในบริเวณนั้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ “พิพัฒน์” ไม่สามารถชี้แจงให้ความกระจ่างได้
แต่กลับอื้ออึงด้วยเสียงวิพากวิจารณ์ว่า คนที่จะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มที่เก็งกำไรที่ดิน กลุ่มธุรกิจด้านพลังงาน และกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง และพยายามชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายของพิพัฒน์
ขนาด “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม ถึงกับส่งสัญญาณเบรกในที่ประชุมครม.ว่า ไม่ควรเร่งรัด โดยละเลยสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ กับสิ่งแวดล้อม พร้อมชี้ว่า แนวทางที่เหมาะสมควรเน้นบทบาทด้านโลจิสติกส์ มากกว่าการตั้งฐานการผลิตในพื้นที่นั้น
ทำเอา “พิพัฒน์” ออกปากแซวกลับว่า “วราวุธ” เขาก็ตั้งธงในฐานะที่เขาเคย ดูแลกระทรวงทรัพย์ฯ คงลืมไปว่าตอนนี้เขาอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม
เมื่อกระแสวิพากวิจารณ์ ทำท่าจะลุกลามบานปลาย รัฐบาลถูกตราหน้าว่า กำลังคิดโครงการ “ชายชาติ ขายแผ่นดิน”
“อนุทิน” จึงออกมาตัดเกม ลดกระแส โดยตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ให้เป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ กำหนดเวลาให้ 90วัน
เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หากตั้ง“พิพัฒน์” เป็นประธาน เชื่อว่าผลการศึกษาที่ออกมาจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน
“พิพัฒน์” ที่กลายเป็นตำบลกระสุนตกจึงต้อง “อมเลือด” และยอมถอยห่างออกไปเพื่อลดกระแส
ครั้งที่ 3 ก็คือเรื่องที่ “อนุทิน” เพิ่งดึงโครงการ EEC จากมือ “พิพัฒน์” กลับมาดูแลเอง
ว่ากันว่า สาเหตุมาจากการที่ “พิพัฒน์” ไปขวางการขอแก้ไขสัญญาจากเอกชน ในโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) มูลค่า กว่า 224,544 ล้าน ซึ่งถือเป็นหัวใจของ EEC ที่ลงนามสัญญา ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.62 ผ่านมาเกือบ 7 ปี ก็ยังไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้
ทางฝั่งเอกชน ขอให้ปรับเงื่อนไขเป็นแบบ “สร้างไป จ่ายไป” เพื่อบรรเทาความเสี่ยง แต่ “พิพัฒน์” ยืนกรานว่า ให้เอกชนลงทุนก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี ก่อนที่รัฐจะทยอยจ่ายเงินในระยะเวลา10 ปี เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาเดิม
น่าสนใจว่าเมื่อ “อนุทิน” เข้ามากำกับดูแลเองแล้ว สัญญาเหล่านี้จะถูกแก้ไขหรือไม่
แต่การที่ “อนุทิน” ฉีกหน้า “พิพัฒน์” ซึ่งเป็นนายทุนของพรรคภูมิใจไทยคนหนึ่ง แบบซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ขณะที่ “กลุ่มบ้านใหญ่” ในภาคอื่นๆ ไม่เคยโดนอย่างนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงรอยร้าว ของโครงสร้างอำนาจภายในพรรคภูมิใจไทย ที่นับวันจะยิ่งชัดเจนขึ้น!
หากพิจารณาเนื้อแท้ ของการริบอำนาจ “พิพัฒน์”จะเห็นว่า เป็นไปเพื่อภาพลักษณ์ ผลประโยชน์ของพรรคและรัฐบาลให้เดินต่อไปได้เท่านั้น ประชาชนไม่ได้มีส่วนได้อะไรด้วยเลย
ต้องติดตามว่า “พิพัฒน์ และ สส.ภาคใต้” ที่อยู่ในการกำกับดูแลของเขา จะออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้ หรือไม่ อย่างไร
?!