สำนักข่าว KCNA ของรัฐบาลเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวันอังคาร (23 มิ.ย.) ว่า ผู้นำ คิม จองอึน ประกาศว่าการแสดงสถานะของประเทศในฐานะรัฐนิวเคลียร์เป็นหนทางเดียวที่จะรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่คาดเดาไม่ได้และมีความซับซ้อน
คิม กล่าวว่า “เหตุการณ์และเรื่องราวที่ไม่คาดคิดและน่าตกใจ” กำลังเกิดขึ้นเนื่อง จากความโลภแบบ “อันธพาล” ของกลุ่มผู้มีอำนาจ ทำให้การเผชิญหน้าทั่วโลกรุนแรงขึ้น โดยกล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นต้นเหตุของการนองเลือดในยุโรปและตะวันออกกลาง
สำนักข่าว KCNA รายงานว่า คำกล่าวของผู้นำ คิม เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงาน ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันเสาร์ (20) ถึงวันจันทร์ (22)
คิม กล่าวหาว่า สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีอันตรายยิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับอาวุธนิวเคลียร์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีจุดประสงค์เดียวก็คือ การโจมตีเกาหลีเหนือ
KCNA รายงานว่า "การขยายและเสริมสร้างกำลังนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง...และการใช้สถานะความเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มที่ เป็นวิธีที่ถูกต้อง และเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์ทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ซึ่งกำลังซับซ้อนขึ้นในหลายๆ ด้าน"
KCNA ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการเฉพาะเจาะจงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ
นอกจากนี้ KCNA ยังระบุว่า คิม จองอึน สั่งให้เพิ่มกำลังอาวุธทั่วไป และเร่งการผลิตเรือลาดตระเวนขีปนาวุธนำวิถีเชิงยุทธศาสตร์ขนาด 10,000 ตัน
ยาง มูจิน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกาหลีเหนือศึกษาในกรุงโซล ชี้ว่าคำกล่าวนี้เน้นย้ำถึงการปฏิเสธที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องของเปียงยาง และการผลักดันให้ทั่วโลกยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ยาง กล่าวด้วยว่า "เกาหลีเหนือยืนยันอีกครั้งว่า การเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นไปไม่ได้" พร้อมเสริมว่า เกาหลีเหนือจะเข้าร่วมการเจรจา "ในฐานะรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเท่าเทียมกัน" โดยอาจมุ่งเน้นไปที่การลดอาวุธมากกว่าการรื้อถอน
การเจรจาลักษณะนี้จะหมายถึงการยอมรับมาตรการป้องปรามขั้นต่ำ และต้องมีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากข้อเสนอการปลดอาวุธนิวเคลียร์แบบเป็นขั้นตอน เช่น ข้อเสนอที่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เสนอต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการประชุม G7
ยาง ระบุด้วยว่า การที่อ้างอิงไปถึงกลุ่มที่ปรึกษาด้านนิวเคลียร์สหรัฐฯ-เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเป้าไปที่การป้องปรามภัยคุกคามนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และความทะเยอทะยานของโซลในการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์นั้น ถูกเปียงยางนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเสริมสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตน
เกาหลีเหนือได้ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรมากมายทั้งที่สหประชาชาติและสหรัฐฯ กำหนดขึ้นระหว่างปี 2006 ถึง 2017 ซึ่งห้ามเปียงยางพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธเพื่อส่งอาวุธเหล่านั้น ท่าทีของเกาหลีเหนือทำให้ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคเกิดความวิตกกังวล
เกาหลีเหนือประกาศตนเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำว่าไม่มีสิ่งใดจะโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์ได้ แม้ว่าสหรัฐฯ จีน และเกาหลีใต้จะพยายามทางการทูตมาหลายปีแล้วก็ตาม
ที่ประชุมพรรคแรงงานยังเน้นย้ำถึงความพยายามในการปรับปรุงอุตสาหกรรมถ่านหินให้ทันสมัยและพัฒนาชุมชนเหมืองแร่ ซึ่ง คิม จองอึน กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญเชิงกลยุทธ์
ยาง กล่าวว่า "ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักของเกาหลีเหนือ" พร้อมกล่าวถึงแผนการยกระดับอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนพลังงานเรื้อรัง
ที่มา: รอยเตอร์