รื้อค่าไฟฟ้าไทย
ฝ่าด่านผลประโยชน์หลายชั้น
พูดแล้วต้องทำได้
การออกมาของ 'เอกนัฏ พร้อมพันธุ์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ประกาศว่าต้องการลดค่าไฟให้ประชาชน ด้วยการรื้อโครงสร้างต้นทุนที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในระบบมานาน โดยเฉพาะประเด็นการนำค่าไฟสาธารณะหรือ "ไฟหลวง ไฟทาง" มารวมอยู่ในภาระค่าไฟของประชาชน ถือเป็นคำพูดที่โดนใจคนทั้งประเทศ
ในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าไฟกลายเป็นภาระสำคัญของทุกครัวเรือน การได้ยินรัฐมนตรีออกมายอมรับว่า "สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น" และ "ทำกันมานานนับสิบปีแล้ว" ย่อมทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีคนกล้าพูดในสิ่งที่หลายคนสงสัยมานาน
แต่คำถามสำคัญกว่าคือ พูดแล้วจะทำจริงหรือไม่ เพราะหากมองลึกลงไปในโครงสร้างอำนาจของระบบไฟฟ้าไทย จะพบว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในมือกระทรวงพลังงานเพียงฝ่ายเดียว
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่กระทรวงพลังงาน นั่นหมายความว่า หากจะมีการแยกบัญชีค่าไฟทางหลวง ไฟถนน หรือไฟสาธารณะออกจากต้นทุนรวมที่ประชาชนต้องรับภาระจริง ๆ ก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบไฟฟ้าไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ามีโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ซับซ้อนจนประชาชนทั่วไปแทบไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ค่าไฟแต่ละบาทที่จ่ายไปนั้นถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง
เมื่อรัฐมนตรีพลังงานระบุว่าค่าไฟทางถูกนำไปรวมอยู่ในภาระของประชาชน ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ยังมีต้นทุนส่วนใดอีกหรือไม่ที่ถูกผลักภาระเข้ามาในระบบโดยที่ผู้ใช้ไฟไม่เคยรับรู้
ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นค่าไฟไม่ได้มีเพียงเรื่องไฟทางเท่านั้น เนื่องจากเอกนัฏเองยังพูดถึงการทบทวนสัญญาแอดเดอร์ และการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มทุนพลังงานรายใหญ่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนและนักวิชาการจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสังเกตว่า ระบบผลิตไฟฟ้าของไทยมีปัญหา "กำลังผลิตสำรองล้นระบบ" แต่ประชาชนยังต้องแบกรับต้นทุนค่าความพร้อมจ่ายและภาระจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว
แม้ประเด็นเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยมีรัฐบาลใดเดินหน้าแก้ไขอย่างจริงจังจนเห็นผลเป็นรูปธรรม
เหตุผลหนึ่งที่ถูกพูดถึงเสมอคือ โครงสร้างพลังงานไทยมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ตั้งแต่หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ ไปจนถึงกลุ่มทุนพลังงานที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง
ดังนั้น การปฏิรูปจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคทางบัญชี แต่เป็นเรื่องของการเผชิญหน้ากับเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังรากลึกมานานหลายสิบปี
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายฝ่ายยังไม่กล้าดีใจจนเกินไปกับคำประกาศล่าสุด เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงการยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง แต่ต้องการเห็นการดำเนินการที่จับต้องได้
หากรัฐมนตรีเชื่อว่าค่าไฟทางไม่ควรถูกนำมารวมกับค่าไฟบ้าน สิ่งที่สังคมอยากเห็นคือการเปิดเผยตัวเลขอย่างตรงไปตรงมาว่ามีมูลค่าเท่าใดต่อปี ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะเริ่มแยกบัญชีเมื่อใด โดยถ้าเห็นว่าสัญญาบางประเภทสร้างภาระเกินสมควร ก็ต้องกล้าเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงต่อสาธารณะว่าใครได้ประโยชน์ และรัฐจะเจรจาแก้ไขอย่างไร
เพราะสุดท้ายแล้ว การปฏิรูปค่าไฟจะเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อระบบผลประโยชน์ที่ฝังรากอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงานไทยหรือไม่ คงวัดกันไม่ได้จากแค่การให้สัมภาษณ์แบบรายวัน แต่วัดกันจากการตัดสินใจที่กระทบต่อผู้มีอำนาจและผู้มีผลประโยชน์ตัวจริง
และนั่นคือบทพิสูจน์ที่ยากที่สุดของรัฐบาลชุดนี้