เปิดข้อมูล “ไทยช่วยไทยพลัส” 3 สัปดาห์เงินสะพัด 3.8 หมื่นล้าน แต่ร้านเสียภาษีถูกต้องยอดร่วง 30-50% ร้านนอกระบบรับเต็มไม่ต้องคืนภาษี นักเศรษฐศาสตร์ชี้รัฐเข้าข่าย Deadweight Loss เสี่ยงขาดดุลเพิ่ม
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มาตรการเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 200,000 ล้านบาทของรัฐบาล ที่เปิดให้ประชาชนใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 โดยรัฐสมทบ 60% ของยอดใช้จ่าย ส่วนประชาชนเติมเงินเอง 40% กำลังเผชิญเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารที่อยู่ในระบบภาษีว่า มาตรการนี้กำลังสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อรายได้ของผู้ประกอบการที่ทำถูกกฎหมาย และในทางกลับกันยังอาจทำให้รัฐบาลเองสูญเสียรายได้ภาษีมากกว่าที่ควรจะเป็น
ตัวเลขล่าสุดของโครงการ
ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หลังโครงการดำเนินมาประมาณ 3 สัปดาห์ พบว่า
• ยอดเงินสะพัดรวมในระบบ: 37,872 ล้านบาท
• เงินสนับสนุนจากรัฐบาล (60%): 21,837 ล้านบาท
• เงินสมทบจากประชาชน (40%): 16,034 ล้านบาท
ที่มาของเงินอุดหนุนส่วนนี้ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินตามปกติ แต่มาจากพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งออกขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศในปี 2569 นั่นหมายความว่าทุกบาทที่อุดหนุนออกไปมี “ภาระดอกเบี้ย” แอบแฝงอยู่ ซึ่งประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมรับภาระในอนาคต ไม่ว่าจะได้ใช้สิทธิในโครงการนี้หรือไม่
จุดบอดเชิงโครงสร้าง : ร้านถูกกฎหมายเสียเปรียบร้านนอกระบบ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกและร้านอาหารระบุว่า ปัญหาหลักอยู่ที่ “ร้านนอกระบบภาษี” หรือร้านค้าที่มียอดขายต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีและไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินอุดหนุน 60% เต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่มีพันธะต้องนำส่ง VAT คืนรัฐแม้แต่บาทเดียว ขณะที่ร้านค้าปลีกและร้านอาหารในระบบภาษีที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย กลับมียอดขายลดลง 30-50% เนื่องจากผู้บริโภคเลือกใช้สิทธิ์ในร้านที่เข้าเงื่อนไขโครงการ ซึ่งจำนวนมากเป็นร้านนอกระบบ
ผลคือ นโยบายที่ตั้งใจกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นการ “ลงโทษ” ผู้ประกอบการที่เสียภาษีถูกต้อง เพราะร้านที่ทำตามกฎหมายไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ แต่ต้องสูญเสียรายได้และลูกค้าให้กับร้านที่อยู่นอกระบบภาษี
“ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ไม่ใช่รายเล็ก ๆ โทรมาบ่น ไม่ไหวแล้ว ว่าการค้าแย่กันไปหมดแล้ว กำลังซื้อของลูกค้าเงียบมาก หลังจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ตอนนี้คนที่มีกำลังซื้อน้อยอยู่แล้วก็เทไปใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัสตามแผงลอย หรือร้านย่อยเพิ่มขึ้น ทั้งที่รัฐอยากเก็บภาษีการค้าได้เพิ่มแต่กลับไม่ได้ให้สิทธิกับผู้ประกอบการ เมื่อขายไม่ได้จะเอาอะไรมาเสียภาษี” นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าว
รัฐสูญเสียรายได้ภาษี “2 เด้ง”
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าปรากฏการณ์นี้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีซ้อนกันถึง 2 ชั้น
• เด้งที่ 1 – VAT 7% ดิ่งฮวบ: เมื่อร้านในระบบภาษียอดขายตกลง 30-50% ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ร้านเหล่านี้ต้องนำส่งใหรัฐก็ลดลงตามไปด้วยทันที ในขณะที่เม็ดเงินอุดหนุนกว่า 2 หมื่นล้านบาทที่ไหลไปยังร้านนอกระบบ รัฐกลับไม่สามารถเรียกเก็บ VAT จากยอดขายส่วนนั้นได้เลย เท่ากับรัฐ “เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง”
• เด้งที่ 2 – ภาษีเงินได้นิติบุคคล/บุคคลธรรมดาหดตัว: เมื่อร้านในระบบภาษีบางรายขาดทุนสุทธิจากยอดขายที่ร่วงลง ฐานภาษีเงินได้ประจำปีของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็จะลดลงหรือหายไปในรอบปีภาษี 2569 ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร
ผลกระทบลูกโซ่ถึงห่วงโซ่อุปทาน
ผลกระทบไม่จำกัดอยู่แค่ร้านค้าปลีกหรือร้านอาหารที่เป็นผู้เล่นหน้าฉาก แต่ลามไปถึงต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เมื่อร้านในระบบสั่งซื้อวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และบริการขนส่งจากซัพพลายเออร์ลดลงตามยอดขายที่หด ภาษี VAT และภาษีเงินได้ของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานแถวที่ 2 และ 3 ซึ่งอยู่ในระบบภาษีเช่นกัน ก็จะลดลงเป็นทอดๆ ตามไปด้วย กลายเป็นผลกระทบแบบโดมิโนที่ลึกกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
ความไม่คุ้มค่าทางการคลัง (Negative Fiscal Multiplier)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง เม็ดเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายออกไปจากเงินกู้ ควรจะหมุนกลับมาเป็นรายได้ภาษีเพื่อนำไปใช้คืนหนี้และดอกเบี้ย แต่ในกรณีนี้เงินกลับไหลไปสะสมอยู่ในส่วนของระบบเศรษฐกิจที่ภาษีเข้าไม่ถึง คือร้านนอกระบบ ทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยเปล่าประโยชน์” (Deadweight Loss) เพราะรัฐแบกภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงิน แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนทางภาษีกลับมาชดเชยตามที่ควรจะเป็น
แรงกดดันต่อกรอบงบประมาณปี 2569
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปจนครบกำหนดโครงการในวันที่ 30 กันยายน 2569 กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตมีความเสี่ยงที่จะจัดเก็บรายได้พลาดเป้าหมายประจำปี ซึ่งจะกดดันให้รัฐบาลต้องเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณที่รุนแรงขึ้น และอาจจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณปีถัดไป กลายเป็นวงจรหนี้ที่ซ้อนทับขึ้นไปอีกชั้น
ผลกระทบระยะยาวต่อฐานภาษีของประเทศ
ที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยกว่าตัวเลขขาดดุลคือสัญญาณเชิงพฤติกรรมที่มาตรการนี้ส่งออกไปยังผู้ประกอบการ เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวสื่อเป็นนัยว่า “การทำธุรกิจให้ถูกต้องและอยู่ในระบบภาษีกลับเสียเปรียบ และไม่ได้รับการดูแลจากรัฐเมื่อมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ซึ่งอาจกลายเป็นแรงจูงใจทางลบที่ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ลังเลที่จะเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต และทำให้ความพยายามขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาวทำได้ยากขึ้นไปอีก
ข้อเรียกร้องจากภาคธุรกิจ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกและร้านอาหารเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเงื่อนไขโครงการอย่างเร่งด่วน โดยเสนอแนวทางที่เป็นไปได้ เช่น การกำหนดเงื่อนไขให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการต้องอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือออกแบบกลไกจูงใจคู่ขนานให้ร้านนอกระบบทยอยเข้าสู่ระบบภาษีไปพร้อมกับการรับสิทธิ์อดหนุน เพื่อไม่ให้มาตรการที่ตั้งใจกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นเครื่องมือบีบให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีในระยะยาว และลงโทษผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม การออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ควรคำนึงถึงการกระจายประโยชน์อย่างสมดุลตลอดทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้เม็ดเงินของภาครัฐสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด และช่วยประคับประคองทั้งผู้ประกอบการฐานรากและผู้ประกอบการในระบบที่มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงาน การลงทุน และรายได้ภาษีของประเทศ
“ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า แต่เป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าของผู้ผลิตไทย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรทั่วประเทศ โดยมีคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย การออกแบบมาตรการที่เชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับผู้ประกอบการในระบบได้มากขึ้น จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายณัฐกล่าว