รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ที่กำลังจะมาถึง โพลจาก สถาบันพระปกเกล้า ล่าสุดได้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมือง ไม่ใช่แค่เพราะใครนำใครตาม แต่เพราะโพลนี้ใช้ "นวัตกรรม" การเจาะลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของคนกรุงว่า "คนเคยรัก ยังรักอยู่ไหม หรือปันใจไปให้ใครแล้ว?"
สิ่งที่โพลนี้สะท้อนออกมาคือภาพจำลองทางจิตวิทยาการเมือง (Political psychology) และการตลาดการเมือง (Political marketing) ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 พวกชัดเจน คือ "แฟนพันธุ์แท้" (อยู่ต่อไม่รอแล้วนะ - Stayer) และ "คนเปลี่ยนใจ" (ขอไปลองของใหม่ - Switcher) จริง ๆ ในทางการตลาดคือความจงรักภักดีต่อยี่ห้อ (Brand loyalty) นั่นเอง และผลลัพธ์ที่ออกมานำไปสู่คำถามตัวโตๆ ว่า... เกิดอะไรขึ้นกับแบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งที่สุดอย่างพรรคสีส้ม?
รอยรั่วในถังสีส้ม เมื่อแฟนคลับเก่าเริ่มเทใจ
หากเราดูกลุ่มคนที่เคยโหวตให้ผู้สมัครจากพรรคสีส้มในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ โพลชี้ให้เห็นถึงอาการ "เลือดไหลออก" อย่างมีนัยสำคัญ
• ชัชชาติ เอฟเฟกต์ : คนที่เคยเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 มีความภักดีสูงมาก (Brand Loyalty) สูงถึง 80.2% ที่บอกว่าจะกาให้ชัชชาติอีกครั้ง เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เหนียวแน่น
• รอยร้าวของพรรคส้ม : ในทางกลับกัน ฐานเสียงเดิมที่เคยเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กลับเทคะแนนให้ "ดร.โจ ชัยวัฒน์" ตัวแทนจากพรรคประชาชน เพียง 55.5%
• ยิ่งใกล้ ยิ่งถอยห่าง : ที่น่าตกใจคือ เมื่อเจาะไปที่กลุ่มคนที่เคยเลือก ส.ก. ก้าวไกลเดิม กลับพบว่าพร้อมสนับสนุน ดร.โจ เพียง 44.1% และที่พีคที่สุดคือ กลุ่มคนที่เพิ่งเลือก ส.ส. พรรคประชาชน ไปหมาดๆ (ก.พ. 2569) กลับยืนยันว่าจะเลือก ดร.โจ แค่ 40.3% เท่านั้น ส่วนที่เหลือหันไปปันใจให้ผู้สมัครคนอื่น (โดยเฉพาะชัชชาติ ที่กวาดคะแนนจากทุกฐานเสียงไปเป็นอันดับหนึ่ง)
ข้อมูลจาก https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5782759
อ่านรหัสสถิติ สู่การฉายภาพอนาคตการเมือง
ในมุมของนักสถิติ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การขึ้นลงชั่วคราว หากเราใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าห่วงโซ่มาร์คอฟ (Markov Chain) มาทำนายพฤติกรรมการ "เปลี่ยนใจ" ของคนกรุงเทพฯ ซ้ำๆ ต่อเนื่องไปในระยะยาว จนกว่าทุกอย่างจะนิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือ "ปรากฏการณ์คายส้ม"
พูดภาษาชาวบ้านคือ หากพรรคประชาชนยังมีอัตราการรักษาแฟนคลับเดิม (Stayer) ไว้ได้แค่ระดับ 40-55% แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปล่อยให้ฐานเสียงเกินครึ่งไหลออกไปหาคู่แข่ง (Switcher) ในระยะยาว ฐานเสียงที่เคยใหญ่โตและเคยสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ กวาด ส.ส. กทม. 32 เขต จะหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ที่เล็กกว่าเดิมมาก
จากกรุงเทพฯ จะลามไปทั่วประเทศหรือไม่?
กรุงเทพมหานคร มักถูกมองว่าเป็น "ห้องทดลองทางการเมือง" ของประเทศไทย คนกรุงรับข่าวสารรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และพร้อมสวิงโหวตเปลี่ยนใจได้เสมอ หากพวกเขาเห็นว่าผลงานไม่เข้าตา หรือมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดีกว่า (Pragmatism)
คำถามคือ ปรากฏการณ์ "คายส้ม" นี้ เป็นเพียงเรื่องเฉพาะกิจของตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือเป็น "สัญญาณเตือนภัย" ถึงความเสื่อมถอยของมนต์ขลังพรรคประชาชนในภาพรวม?
หากความไม่พอใจ หรือความรู้สึก "ไม่ตอบโจทย์" นี้ เริ่มขยายวงกว้างจากปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือทิศทางการทำงานของพรรคในสภา สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้ ก็อาจเป็นโดมิโนตัวแรกที่ส่งผลลุกลามไปยังหัวเมืองใหญ่ และทั่วประเทศในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไป
โพลของสถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำนายว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือ ส.ก. แต่เป็น "เสียงเตือน" (Wake-up call) ดังๆ ไปถึงพรรคประชาชนว่า อดีตที่เคยหอมหวาน ไม่สามารถรับประกันอนาคตได้ หากไม่สามารถอุดรอยรั่ว และดึงหัวใจคนคายส้ม ให้กลับมาอมส้มได้เหมือนเดิม
ทำไมคนกรุงถึงเริ่ม "คายส้ม"?
หากมองลึกลงไปเบื้องหลังตัวเลขสถิติที่ไหลออก ปรากฏการณ์ "คนเปลี่ยนใจ" นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจาก "บาดแผล" 4 ประการที่กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของฐานเสียงเดิมอย่างหนัก ได้แก่
1. วิกฤตผู้นำขาดเสน่ห์ดึงดูด (Charisma Crisis) ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จในระดับแลนด์สไลด์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากแรงดึงดูดทางการเมือง (Charisma) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่สามารถจุดกระแสและรวมใจมวลชนได้ แต่ในสมรภูมิ กทม. ครั้งนี้ ผู้สมัครอย่าง "ดร.โจ" อาจยังสร้างแรงดึงดูดหรืออารมณ์ร่วมได้ไม่เท่าที่อดีตผู้นำเคยทำไว้ เมื่อแม่เหล็กขั้วเดิมหายไป พลังที่จะดึงดูดให้แฟนคลับ "อยู่ต่อ" จึงอ่อนกำลังลงตามไปด้วย
2. สโลแกนสะดุดขาตัวเอง เมื่อ "ส้มเปื้อนเทา" แคมเปญหาเสียงที่เคยทรงพลังอย่าง "มีเราไม่มีเทา" กลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ เมื่อภาพข่าวตลอดช่วงที่ผ่านมาปรากฏคดีความที่พัวพันกับสมาชิกและผู้สมัครของพรรคหลายคดี ทั้งข้อหาฟอกเงิน ล่วงละเมิดทางเพศ คดียาเสพติด และการฉ้อโกง ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นรุนแรงจนอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายคนออกมาล้มสโลแกนนี้ด้วยวาทกรรมที่เจ็บแสบว่า "เอาส้มมาล้มเทา เท่ากับเอาขี้มาเช็ดเยี่ยว" ส่งผลให้แบรนด์ความ "ใสสะอาด" ที่เป็นจุดขายหลัก ถูกทำลายลงจนพิการโดยสมบูรณ์
3. ขาดความเป็นเอกภาพ และภาวะ "ทิ้งเพื่อนกลางทาง" วิกฤตศรัทธายังเกิดจากการจัดการปัญหาภายในพรรคที่ขาดความเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีคดีฉ้อโกง Forex ที่พัวพันถึง ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 7 แทนที่พรรคจะแสดงความรับผิดชอบหรือมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนร่วมกัน แกนนำพรรคกลับมีท่าทีแถลงข่าวในลักษณะตัดหางปล่อยวัด ผลักภาระให้ผู้ที่อาจจะเกี่ยวข้องต้องออกมาเผชิญหน้าและป้องกันตัวเองเพียงลำพัง ภาพความไม่เป็นเอกภาพนี้ทำให้มวลชนเริ่มตั้งคำถามถึงความเข้มแข็งของระบบพรรค
4. จุดยืนทางการตลาดที่พร่ามัว (Ambiguous Marketing Positioning) ในมุมมองของปรมาจารย์ด้านการตลาดอย่าง ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ความไม่ชัดเจนนี้คือ 1 ในบาป 10 ประการทางการตลาด (Ten Deadly Marketing Sins) แบรนด์ของพรรคถูกสร้างมาด้วยภาพลักษณ์ของ "คนรุ่นใหม่ หัวเสรีนิยม และประชาธิปไตย" แต่ในระยะหลังกลับปรากฏว่าพรรคได้ส่งผู้สมัครหรือดันสมาชิกที่มีภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นเก่า หรือมีแนวคิดค่อนไปทางอนุรักษ์นิยมเข้ามาปะปนเต็มไปหมด ความ "ไม่ตรงปก" นี้ทำให้จุดยืน (Positioning) ของพรรคเบลอ เมื่อแบรนด์สับสน แฟนคลับที่เคยศรัทธาในอุดมการณ์ความชัดเจนจึงเริ่มเสียงแตกและทยอยเดินจากไป
บทสรุป สัญญาณอันตรายของแบรนด์การเมือง
พรรคการเมืองก็เหมือนแบรนด์สินค้า เมื่อสินค้าเริ่มไม่ตรงปก จุดยืนเริ่มสับสน และภาพลักษณ์ที่เคยบอกว่าสะอาดกลับมีรอยด่างพร้อย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ย่อมพร้อมที่จะสวมบทเป็น "คนเปลี่ยนใจ" (Switcher) ไปหาตัวเลือกอื่น
หากพรรคประชาชนยังไม่สามารถแก้ปมความขัดแย้งในตัวเองทั้ง 4 ข้อนี้ได้ ปรากฏการณ์ "คายส้ม" ที่สะท้อนผ่านตัวเลขการสวิงโหวตในโพลของสถาบันพระปกเกล้า จะไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางการเมืองในกรุงเทพฯ แต่มันคือ "จุดเริ่มต้นของสมการ" ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การสูญเสียฐานเสียงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน