อุทยานแห่งชาติ 'ทับลาน'
ป่าต้องรอด-คนทำถูกต้องมีสิทธิ
ทางออกของปัญหาต้องไม่ใช้อารมณ์
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์สำหรับกรณีปัญหาพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ภายหลังแฮชแท็ก #Saveทับลาน ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางจากทั้งนักอนุรักษ์ คนดัง และประชาชนที่กังวลว่าการปรับแนวเขตพื้นที่บางส่วนอาจส่งผลกระทบต่อผืนป่าในอนาคต
หนึ่งในคนดังที่ออกมาแสดงจุดยืนคือ “อิงฟ้า วะราหะ” ซึ่งโพสต์ข้อความสนับสนุนการอนุรักษ์และร่วมส่งเสียงในกระแส Save ทับลาน จนได้รับการตอบรับจากแฟนคลับและผู้ติดตามจำนวนมาก หลายคนมองว่าเป็นเรื่องดีที่บุคคลสาธารณะใช้พลังของตนเองช่วยผลักดันประเด็นสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง
แต่ในอีกด้าน กระแสดังกล่าวก็ไม่ได้มีแต่เสียงเห็นด้วย ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามต่อการเคลื่อนไหวของคนดังบางส่วน โดยมองว่าการติดแฮชแท็กหรือโพสต์ข้อความเชิงสัญลักษณ์อาจทำให้สังคมเข้าใจปัญหาทับลานแบบผิวเผินเกินไป
ประเด็นสำคัญที่อาจารย์ไชยณรงค์พยายามชี้ให้เห็น คือปัญหาทับลานไม่ได้มีแค่เรื่องการรักษาป่า แต่ยังมีเรื่องสิทธิในที่ดินของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงข้อพิพาทเรื่องแนวเขตที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นมิติที่แทบไม่ถูกพูดถึงในกระแสออนไลน์ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้
วิวาทะที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทับลานมีความซับซ้อนมากกว่าการเลือกข้างระหว่าง "รักษาป่า" หรือ "คืนที่ดินให้ชาวบ้าน" เพราะเหตุผลของทั้งสองฝ่ายล้วนมีน้ำหนักที่สังคมควรรับฟัง ผืนป่าทับลานถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่มีคุณค่าต่อประเทศ ขณะเดียวกันก็มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชุมชนที่อาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างเป็นธรรม
ดังนั้น ทางออกของปัญหาทับลานอาจไม่ใช่การแบ่งฝ่ายระหว่าง “คนรักป่า” กับ “คนรักชาวบ้าน” แต่ต้องเริ่มจากการยอมรับว่าทั้งสองเรื่องมีความสำคัญพอ ๆ กัน สิ่งที่ภาครัฐควรทำเป็นอันดับแรกคือเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้สังคมเข้าถึงได้อย่างโปร่งใส ว่าพื้นที่ใดเป็นป่าที่สมบูรณ์ พื้นที่ใดเป็นชุมชนดั้งเดิม และพื้นที่ใดเกี่ยวข้องกับการถือครองของกลุ่มทุน เพื่อไม่ให้ทุกฝ่ายถกเถียงกันบนฐานข้อมูลคนละชุด
นอกจากนี้ รัฐควรเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักอนุรักษ์ นักวิชาการ ชุมชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มากกว่าปล่อยให้การถกเถียงดำเนินไปผ่านแฮชแท็กหรือสงครามคีย์บอร์ดบนโลกออนไลน์ ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่ได้ทำอย่างเป็นรูปธรรมมากนัก
ที่สุดแล้ว กรณีทับลานอาจเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงมิติของการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ความเป็นธรรม และการจัดการทรัพยากรด้วย การหาทางออกจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงมากกว่าอารมณ์ และต้องการการตัดสินใจบนฐานข้อมูลมากกว่าการตัดสินกันผ่านกระแสในโลกออนไลน์