(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/06/us-iran-war-headed-for-the-gray-zone/)
US-Iran war headed for the gray zone
by Bamo Nouri and Inderjeet Parmar
23/06/2026
การพ่นห่าอาวุธและกระสุนเข้าใส่กันโดยตรง อาจจะยุติลงในเวลานี้ ทว่าการสู้รบขัดแย้งกันในรูปของการโจมตีโดยใช้พวกกลุ่มตัวแทน, การปฏิบัติการทางไซเบอร์, และการบีบบังคับทางเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินต่อไป
เมื่อตอนที่มีการลงนามในเอกสารบันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ-อิหร่าน (US-Iran memorandum of understanding) ในวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ ตอนท้ายของการประชุมซัมมิตกลุ่ม จี7 ความเคลื่อนไหวคราวนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นการทะลวงผ่าทางตันทางการทูตครั้งหนึ่งทีเดียว
ด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาใหม่, ผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรอิหร่าน, และเริ่มต้นกระบวนการระยะเวลา 60 วันของการเจรจาทำความตกลงในรายละเอียดกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเป็นก้าวเดินในทางบวกก้าวหนึ่ง บนเส้นทางมุ่งสู่การยุติการสู้รบขัดแย้งซึ่งกำลังคุกคามเสถียรภาพของทั่วภูมิภาคและเศรษฐกิจของทั่วโลก
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับเปิดโปงให้เห็นความเปราะบางง่อนแง่นของข้อตกลงคราวนี้ ขณะที่คณะผู้เจรจาของสหรัฐฯกับของอิหร่าน ต่างรายงาน [1] ว่ามีความคืบหน้าในการพูดจากันรอบแรกในสวิตเซอร์แลนด์ แต่การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กลับมาข่มขู่อีกครั้งว่าจะใช้ปฏิบัติการทางทหารเล่นงานอิหร่าน รวมทั้งคุกคามถึงความมั่นคงปลอดภัยในทางกายภาพของคณะผู้เจรจาฝ่ายอิหร่าน [2] อีกด้วย ก็ก่อให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นในฉับพลันว่า กระบวนการทางการทูตนี้อาจจะพังครืนลง และการสู้รบขัดแย้งจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่ [3] อย่างดุเดือดจริงจัง
สถานะของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นผลลัพธ์ทางบวกเพียงประการเดียวสำหรับสหรัฐฯจากบันทึกความเข้าใจ หรือ MoU ฉบับนี้ ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ไร้ความแน่นอน [4]
ดังนั้นในภาวะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ข้อตกลงนี้ [5] จึงสมควรที่จะเข้าใจกันว่าเป็นสิ่งซึ่งสามารถทำให้ความเป็นปรปักษ์หยุดพักลงได้ชั่วคราว มากกว่าจะเป็นการตกลงรอมชอบกันอย่างแท้จริง โดยที่สำคัญแล้วมันเป็นการรื้อฟื้นเอาเงื่อนไขต่างๆ ในช่วงก่อนสงครามกลับขึ้นมาใหม่ ขณะที่ปล่อยทิ้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ, อิหร่าน, และอิสราเอลเอาไว้โดยไม่มีการแก้ไขคลี่คลาย
อิสราเอลยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายตระหนัก ทว่าไม่ได้ถูกหยิบยกมาพิจารณาแก้ไขอย่างจริงจัง อิสราเอลได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างลึกซึ้งจากข้อตกลงครั้งนี้ ทว่าไม่ได้เข้าร่วมเป็นฝ่ายหนึ่งของ MoU นี้แต่อย่างใด กระนั้นก็ตาม อิสราเอลยังคงมีศักยภาพที่จะบ่อนทำลายกระบวนการทางการทูตใดๆ ก็ตามที ด้วยการถล่มโจมตีใส่เลบานอนต่อไป โดยนั่นเป็นการฝ่าฝืนละเมิด MoU ฉบับนี้อย่างโจ่งแจ้ง
ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุด จึงน่าจะเป็นการหวนคืนกลับเข้าสู่สภาพของการเป็นความขัดแย้งในพื้นที่สีเทา (gray-zone conflict) [6] ซึ่งหมายถึงความเป็นปรปักษ์กันที่หยุดยั้งเอาไว้ยังไม่ถึงกับกลายเป็นสงครามที่พ่นห่าอาวุธและกระสุนเข้าใส่กันอย่างเปิดเผย สำหรับในกรณีนี้ มันย่อมหมายถึงการเกิดสงครามแบบใช้ตัวแทน, การปฏิบัติการทางไซเบอร์, การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และกระทั่งมีการขยายตัวบานปลายทางทหารปะทุขึ้นมาเป็นครั้งคราว การปล่อยกระสุนและอาวุธต่างๆ เข้าใส่กันอาจจะยุติลง ทว่าพลังต่างๆ ซึ่งจุดชนวนการสู้รบขัดแย้งขึ้นมายังคงอยู่ครบ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ดูไม่มีสิ่งไหนดีสำหรับวอชิงตันเอาเสียเลย ทรัมป์ก้าวเข้าสู่การประจันหน้ากับอิหร่านครั้งนี้โดยให้สัญญาทั้งเรื่องการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน, การจำกัดลดทอนอิทธิพลในภูมิภาคของเตหะราน, และการฟื้นฟูความสามารถในการป้องปรามของอเมริกัน แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น MoU ฉบับนี้กลับเปิดทางให้อิหร่านได้ลดทอนบรรเทาความลำบากทางเศรษฐกิจลงไป ขณะที่ปล่อยประเด็นปัญหาสำคัญต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอิหร่านเอาไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข –ไม่ว่าจะเป็น ขีดความสามารถทางด้านขีปนาวุธ, เครือข่ายกลุ่มตัวแทนของพวกเขา, และการกำหนดข้อจำกัดระยะยาวในเรื่องการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมของพวกเขา
สำหรับอิหร่านแล้ว การอยู่รอดออกจากสงครามนี้มาได้ในตัวมันเองก็ถือว่าเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ประการหนึ่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ถึงแม้ว่าเจอแรงกดดันอย่างต่อเนื่องไม่มีผ่อนเพลาจากสหรัฐฯและอิสราเอล ระบอบปกครองนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่บุบสลาย และสามารถเข้าสู่เวทีประชุมในฐานะผู้ร่วมการเจรจาต่อรอง ไม่ใช่ผู้ที่ยกธงขาวยอมจำนน
การสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ยังเผยให้เห็นความจำกัดต่างๆ ของการกำหนดจัดวางด้านความมั่นคงของภูมิภาค พวกรัฐริมอ่าวเปอร์เซียต่างรู้สึกและต่างเป็นพยานรู้เห็นด้วยตนเอง [7] ว่า แม้กระทั่งความเหนือล้ำอย่างท่วมท้นทิ้งห่างในทางการทหาร ตลอดจนระบบอาวุธล้ำยุคราคาแพงของอเมริกาและอิสราเอล ก็ไม่จำเป็นว่ามันจะหมายถึงการบรรลุผลลัพธ์ทางการเมืองอย่างเด็ดขาดตามที่พึงประสงค์ เช่นเดียวกับที่มันไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายบานปลายขยายตัว
สำหรับสหรัฐฯนั้น ข้อตกลงนี้ดูเหมือนเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบกระเทือนทางลบของค่าใช่จ่ายในสงครามที่บานปลายพุ่งพรวดขึ้นลิ่วๆ จนอยู่ในระดับ 132,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯทีเดียว แถมยังคงสูงขึ้นต่อไปอย่างไม่ได้หยุดยั้ง [8] อีกด้วย เวลาเดียวกันนั้น การเกิดภาวะสะดุดติดขัดในช่องแคบฮอร์มุซก็ทำให้ราคาพลังงานขึ้นสูง, ความสัมพันธ์กับพวกพันธมิตรเกิดการปีนเกลียวตึงเครียด, อีกทั้งเปิดเผยให้เห็นข้อจำกัดต่างๆ ของวิธีการบีบบังคับโดยใช้อำนาจทางทหาร
ขณะที่การผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่น และการทำให้น้ำมันสามารถกลับไหลเวียนขึ้นมาใหม่ อาจจะลดแรงกดดันลงได้มากในทันที แต่มันก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการเพิ่มพลังให้แก่ความรับรู้ความเข้าใจที่ว่า การประคองรักษาพลังกดดันเอาไว้ให้ได้และการทำสงครามโดยใช้ตัวแทน คือสิ่งซึ่งสามารถบังคับให้แม้กระทั่งอภิมหาอำนาจยังต้องยอมอ่อนข้อยอมเจรจาต่อรองด้วย
เรื่องของภาพอันเกิดจากความรับรู้ความเข้าใจ ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในทางการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับพวกรัฐอ่าวเปอร์เซียที่เป็นหุ้นส่วนของอเมริกาแล้ว MoU ฉบับนี้อาจจะทำให้เกิดความสงสัยข้องใจเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความมุ่งมั่นตั้งใจของวอชิงตันในการประคับประคองรักษาประดาวัตถุประสงค์ที่มุ่งมาดวาดหวังสูงทั้งหลาย ในเมื่อถึงเวลาที่ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจและทางการเมืองกำลังกลายเป็นสิ่งที่มีราคาสูงเกินไปเสียแล้ว
เวลาเดียวกัน อิหร่านก็ดูเหมือนมีความเข้มแข็งทางยุทธศาสตร์เพิ่มมากขึ้นจากการสู้รบขัดแย้งครั้งนี้ MoUฉบับนี้สร้างพื้นที่ให้แก่เตะหรานสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางยุทธศาสตร์, ทำให้อิหร่านน่าที่จะสามารถเดินหน้าแสวงหาอิทธิพลบารมีต่อไปโดยผ่านการปฏิบัติการทางไซเบอร์, เครือข่ายของกลุ่มตัวแทน, และรูปแบบอื่นๆ ของการแข่งขันแบบพื้นที่สีเทา
ส่วนสำหรับอิสราเอลแล้ว บางทีพวกเขาคือผู้ที่ต้องเผชิญความยากลำบากมากที่สุดในการปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์เสียใหม่ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นโยบายความมั่นคงของอิสราเอลนั้นยึดโยงอยู่กับการครองฐานะเหนือล้ำในทางการทหาร ซึ่งหนุนหลังด้วยการได้รับความสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากสหรัฐฯ จนกระทั่งได้รับความช่วยเหลืออยู่ในระดับราวๆ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีในเวลานี้
อย่างไรก็ดี MoU ฉบับนี้กลับกำลังแสดงให้เห็นว่า การจัดลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอลเวลานี้ อยู่ในลักษณะขัดแย้งอย่างรุนแรง [8] กับของอเมริกา –ผู้เป็นพันธมิตรและผู้อุปถัมภ์หลักของพวกเขา มันกำลังก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า วอชิงตันยินดีที่จะจัดแถวแนวของลำดับความสำคัญระดับภูมิภาคของพวกเขา ให้สอดคล้องตรงกันกับของอิสราเอลมากน้อยแค่ไหน
วัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ของอิสราเอลนั้น จัดลำดับความสำคัญโดยถือเรื่องการพึ่งตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอมา เรื่องนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าอิสราเอลจะยังคงเดินหน้าดำเนินพวกปฏิบัติการแบบปิดลับ, การลอบสังหารเป้าหมายต่างๆ ที่กำหนดเอาไว้, และการโจมตีเล่นงานสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นภัยคุกคามจากอิหร่านต่อไปอีกอย่างไม่ลดละ
ขณะที่ความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลยังมองไม่เห็นรอยร้าวฉานอย่างถนัดจริงจังใดๆ ในเวลานี้ แต่ความผิดแผกแตกต่างกันอย่างชัดเจนในทางยุทธศาสตร์ก็อาจทำให้การร่วมมือประสานงานกันในอนาคตอยู่ในลักษณะของการมุ่งเน้นแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เฉพาะหน้ากันเป็นสำคัญมากขึ้น –ถึงแม้ว่าอิสราเอลยังต้องพึ่งพาอาศัยความสนับสนุนทางการทหารและทางการทูตจากสหรัฐฯอย่างมหาศาลอยู่ก็ตามที
น่าสนใจมากว่า หลังจากที่มีพวกสมาชิกในคณะรัฐมนตรีอิสราเอลออกมาประณาม MoU ฉบับนี้ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์ตอบโต้คืนระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนว่า “โดนัลด์ เจ ทรัมป์ เป็นประมุขแห่งรัฐเพียงคนเดียวในตลอดทั่วทั้งโลก ที่ยังคงแสดงความเห็นอกเห็นใจประชาชาติอิสราเอล ณ ช่วงเวลาขณะปัจจุบันนี้”
สงครามในพื้นที่สีเทา: ภาวะที่หลีกหนียากสำหรับการสู้รบขัดแย้งสมัยใหม่
แต่ความสำคัญในระดับกว้างขวางออกไปของข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ซึ่ง ทรัมป์ ไปลงนามในพระราชวังแวร์ซายส์ ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ยังอยู่ตรงสิ่งที่มันเปิดเผยให้เห็นเกี่ยวกับการสู้รบขัดแย้งในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยของเรา
แทนที่การเผชิญหน้ากันในยุคสมัยใหม่จะก่อให้เกิดชัยชนะหรือความปราชัยอย่างกระจ่างชัดเจน มันกลับอยู่ในสภาพกลายเป็นการแข่งขันชิงชัยกันในพื้นที่สีเทาหว่างกลางสันติภาพกับสงครามมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งการขยายตัวบานปลายกลายเป็นสิ่งที่มีราคาค่าใช้จ่ายแพงเกินไป รัฐต่างๆ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะหันมาจัดกำลังรวมกลุ่มกันเสียใหม่ และแข่งขันชิงชัยกันโดยผ่านพวกวิธีการทางเลือกทั้งหลาย
หากนำเอาตะวันออกกลางมาพิจารณากันเป็นตัวอย่าง นี่หมายความว่าความเสี่ยงสำคัญๆ ยังดำรงคงอยู่ ข้อตกลงรอบด้านที่สัญญากันไว้ว่าจะจัดทำขึ้นภายในเวลา 60 วันดูไม่น่าที่จะเกิดจึ้นได้จริง เมื่อคำนึงถึงข้อพิพาทต่างๆ ที่ยังดำรงอยู่อย่างฝังแน่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแซงก์ชั่นอิหร่าน, การเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน, และความมั่นคงของภูมิภาค
การปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องไม่ยอมหยุดของอิสราเอลในเลบานอน สามารถที่จะทำให้การหยุดพักรบอันเปราะบางครั้งนี้พังครืนลงมาได้อย่างรวดเร็ว พวกพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียของอเมริกาสามารถตอบสนองความไม่แน่ไม่นอนเหล่านี้ทั้งหมด ด้วยการหันไปผูกสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้นกับจีนและรัสเซีย
เอกสาร MoU ที่ทำกันคราวนี้ มีผลเป็นแบบแผนของใช้วิธีทางการทูตประคับประคองสถานการณ์เอาไว้ ยิ่งกว่าจะเป็นข้อตกลงสู่สันติภาพ มันลดทอนความตึงเครียดและทำให้ตลาดการเงินรู้สึกมีเสถียรภาพมากขึ้น ทว่าปล่อยปละพลังขับดันเบื้องลึกของความขัดแย้งเอาไว้อย่างครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล จึงนาที่จะดำเนินต่อไปในลักษณะของการโอนไปเอนมาระหว่างการประจันหน้ากันกับการรอมชอมให้แก่กัน
การแก้ไขคลี่คลายประดาปัญหาที่อยู่ลึกลงไปซึ่งเป็นแหล่งที่มาของภาวะไร้เสถียรภาพ –ไม่ว่าจะเป็นความกังวนสนใจของระบอบปกครองอิหร่านในเรื่องความมั่นคงปลอดภัย, ความเป็นปรปักษ์กันในเชิงความคิดอุดมการณ์, และเรื่องเครือข่ายกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค— จำเป็นที่จะต้องอาศัยการตกลงรอมชอมกันอย่างมุ่งมาดหวังสูง ยิ่งกว่าที่ข้อตกลงเฉกเช่น บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ จะสามารถเอื้ออำนวยให้ได้มากมายนัก
บาโม นูรี เป็นนักวิจัยเกียรติคุณ อยู่ที่ภาควิชาการเมืองระหว่างประเทศ ซิตี้เซนต์จอร์จส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน (City St George’s, University of London) ขณะที่ อินเดอร์จีต ปาร์มาร์ เป็นศาสตราจารย์ด้านการเมืองระหว่างประเทศ อยู่ที่ ซิตี้เซนต์จอร์จส์ มหาวิทยาลัยลอนดอน
ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ https://theconversation.com/will-the-us-iran-talks-in-switzerland-deliver-peace-its-unlikely-285734
เชิงอรรถ
[1] https://www.bbc.co.uk/news/articles/cwy0q41v1lzo
[2] https://x.com/JohnSimpsonNews/status/2068828824444223508
[3] https://theconversation.com/uk/search?q=US-iran+conflict
[4] https://www.aljazeera.com/economy/2026/6/22/shipping-stalls-in-strait-of-hormuz-after-iran-declares-key-waterway-shut
[5] https://theconversation.com/iran-ceasefire-deal-confirms-what-weve-been-saying-for-years-military-might-doesnt-work-277523
[6] https://publications.parliament.uk/pa/cm5901/cmselect/cmdfence/405/report.html
[7] https://www.theamargi.com/posts/post-american-middle-east-arriving
[8] https://www.cfr.org/articles/was-it-worth-it-the-true-cost-of-trumps-iran-war
[9] https://theconversation.com/donald-trump-and-benjamin-netanyahu-have-different-war-aims-can-the-iran-peace-deal-survive-285402