xs
xsm
sm
md
lg

กลไกรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ผูกขาดตลาดค้าเหล็กเส้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กลไกรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน
ผูกขาดตลาดค้าเหล็กเส้น

จับตา ผลกระทบกรณีคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีข้อสรุปยกระดับมาตรฐานเหล็ก โดยยกเลิกการใช้เตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace) ในการผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ทำเสาหรือคานในตึกสูง ขณะที่เหล็กกลมทั่วไปยังสามารถผลิตได้ แต่ต้องมี “เตาปรุงน้ำเหล็ก” เพื่อควบคุมและปรับปรุงคุณภาพเหล็กให้ได้มาตรฐาน

มติ กมอ. อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเป็นเวลา 30 วันก่อนประกาศใช้เป็นกฎข้อบังคับอย่างเป็นทางการ

เรื่องนี้ ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ ภาครัฐไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบรอบด้าน ตัดสินใจแก้ปัญหาด้านเดียว แต่ทำให้เกิดปัญหาหลายด้านตามมามากมาย

เป็นการกระทำที่ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย” อย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตรการยกเลิกการผลิตเหล็กที่ IF จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ เป็นคลื่นยักษ์ “สึนามิ” ทำลายโครงสร้างต้นทุนและระทบปากท้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

การออกร่างมาตรฐานบังคับเจาะจงทางเทคโนโลยี เช่น ยกเลิกเตา IF บังคับใช้เตา LF ผูกโยงกับเตา EAF จะกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าเพื่อผลักดันผู้ผลิตบางรายออกไป และเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่มเข้ามาผูกขาดส่วนแบ่งการตลาดที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

ผลกระทบจะตกสู่ "ภาคประชาชน" อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจนที่สุดทันที

ขอย้ำว่า มาตรการครั้งนี้ จะเป็นการทำร้ายประชาชน เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างก่อสร้างหรือซื้อที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นโดยตรง

เมื่อตลาดสูญเสียผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำแต่ได้มาตรฐานไป ราคาเหล็กเส้นภายในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นทันที โดยคาดว่าอาจพุ่งสูงขึ้นได้ถึง 3–4 บาทต่อกิโลกรัม

ต้นทุนสร้างบ้านบานปลาย ประชาชนทั่วไปที่ต้องการสร้างบ้าน ซ่อมแซมบ้าน หรือต่อเติมที่อยู่อาศัย ต้องแบกรับภาระค่าวัสดุก่อสร้างที่แพงขึ้นเกินความจำเป็น

ราคาบ้านจัดสรรและคอนโดแพงขึ้น ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่จะเดือดร้อนมากที่สุด

กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์จะผลักภาระต้นทุนเหล็กที่เพิ่มขึ้นนี้เข้าไปในราคาขาย ทำให้ประชาชนต้องซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมในราคาที่แพงขึ้น หรือต้องแบกรับภาระหนี้สินและการผ่อนบ้านที่ยาวนานขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เงินภาษีประชาชนถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่าในโครงการภาครัฐ งบประมาณโครงสร้างพื้นฐานบานปลาย โครงการสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนน สะพาน รถไฟฟ้า ทางด่วน หรืออาคารหน่วยงานรัฐ ล้วนใช้เหล็กเส้นในปริมาณมหาศาล เมื่อราคาเหล็กแพงขึ้น รัฐบาลจะต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน (ซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน) เพิ่มขึ้นอย่างมากในการดำเนินโครงการเดิม

ไม่ใช่แค่นี้ ปัญหาผลกระทบลูกโซ่ จะส่งผลไปถึงผู้บริโภคและผู้รับเหมาหมดสิทธิ์เลือกในตลาดกึ่งผูกขาด ถูกมัดมือชกให้ใช้ของแพง การกีดกันผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำออกจากตลาด จะทำให้ตลาดเหล็กเส้นตกอยู่ในสภาวะกึ่งผูกขาดโดยผู้เล่นรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

ประชาชนและผู้รับเหมารายย่อยจะไม่มีโอกาสเปรียบเทียบราคาหรือเลือกซื้อเหล็กในราคาที่เป็นธรรมตามกลไกตลาดเสรีอีกต่อไป

ความเสี่ยงจากการปั่นราคา ภายใต้ตลาดกึ่งผูกขาด กลุ่มทุนสามารถกำหนดหรือฉวยโอกาสปั่นราคาเหล็กให้สูงขึ้นเมื่อใดก็ได้ โดยที่ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นในการซื้อ

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจปากท้องและการจ้างงาน ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เมื่อต้นทุนขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กิจกรรมการก่อสร้างของภาคเอกชนอาจชะลอตัวลง หรือเข้าสู่ภาวะซบเซา

ยิ่งไปกว่านั้น จะเกิดปัญหามลพิษและต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับ

ภาครัฐรู้ทั้งรู้ แต่ยังกล้าทำ

เพราะเตา LF ปล่อยคาร์บอนสูงมาก ข้อมูลทางเทคนิคระบุว่า ระบบเตาหลอม LF ที่มักทำงานร่วมกับระบบเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) ขนาดใหญ่ มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่บรรยากาศสูงกว่าและเพิ่มปริมาณคาร์บอนในอากาศมากกว่าเทคโนโลยีทางเลือกอื่น (เช่น เตา IF) ถึงร้อยละ 40–60

ผลกระทบข้างต้น จะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและโลกร้อน มลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการล็อกสเปกเทคโนโลยีนี้ จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งประชาชนในประเทศคือผู้ที่ต้องสูดดมมลพิษและเผชิญกับสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามคือ ทำไมภาครัฐถึงเลือกตัดสินใจปกป้องคู่ค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาใหญ่มากมายที่ส่งผลกระทบต่อประเทศและประชาชน

หากกลไกรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเก่าผูกขาดตลาด ผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุดและต้องแบกรับ "ต้นทุนแฝง" ทั้งหมดในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่โรงงานเหล็กคู่แข่ง

แต่คือประชาชนคนไทยทุกคน ที่ต้องซื้อบ้านแพงขึ้น จ่ายภาษีแพงขึ้น และเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่แย่ลง

ภาครัฐที่ใช้อำนาจขาดสมดุล คิดหน้าคิดหลังไม่รอบคอบรอบด้าน

ก็คือ การ “ทำร้าย” ประชาชนโดยตรง