กลายเป็นข่าวดังในแง่ลบ สะเทือนไปในแวดวงสายการบินและการเดินทาง เมื่อแอร์สาวจากสายการบินไทย ที่เดินทางสู่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดนเจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระที่ซุกซ่อน "เฮโรอีน" มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท
คดีดังกล่าว ยังเป็นคำถามให้ชวนคิดว่า แอร์โฮสเตสรายนี้ เป็นเหยื่อจากการรับจ้างขนยาเสพติด หรือเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้ายาข้ามชาติ
เรื่องนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจ แบ่งเป็น 2 ประเด็น
ประเด็นแรก เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องแรงจูงใจและพฤติการณ์เชิงลึกที่อาจเกี่ยวพันกับขบวนการที่จงใจใช้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของลูกเรือเพื่อส่งผ่านยาเสพติดได้ง่ายขึ้น
ประเด็นที่สอง มีกระแสข่าวและหลักฐานแชตที่ระบุว่า พนักงานรายนี้อาจเปิดรับหิ้วของผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรับฝากสิ่งของ ซึ่งได้รับค่าจ้างโดยไม่รู้เห็นสิ่งของภายใน
แต่ไม่ว่าความจริงจะออกมาในรูปแบบใด สำหรับในประเด็นที่สองนั้น นับเป็นเรื่องใกล้ตัวไม่น้อย สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นอุทาหรณ์เตือนใจได้อย่างดีสำหรับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าจะเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศก็ตาม ที่อาจเปลี่ยนสถานะจากนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นอาชญากรได้โดยไม่รู้ตัว
แนวทางปฏิบัติที่ควรรู้
ในพื้นที่สนามบิน หรือสถานีขนส่งใดๆ ต้องปฏิเสธการรับฝากของ 100% โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เข้ามาขอความช่วยเหลือที่สนามบิน (เช่น อ้างว่าน้ำหนักเกิน) ควรปฏิเสธทุกกรณี ส่วนกรณีคนรู้จัก หรือคนสนิท ที่เดินทางไปด้วยกันหากเลี่ยงไม่ได้ ควรตรวจสอบสิ่งของนั้นให้แน่ใจจริงๆ
แพ็กกระเป๋าและดูแลกระเป๋าด้วยตัวเอง ห้ามปล่อยกระเป๋าเดินทางทิ้งไว้โดยไม่อยู่ในสายตา แม้จะไปเข้าห้องน้ำหรือซื้อของ และควรล็อกกระเป๋าด้วยรหัสหรือกุญแจ
หลีกเลี่ยงการหารายได้จากการรับหิ้ว รับฝากที่ไม่โปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะนับว่ามีความเสี่ยงสูงมาก
ข้อคิดทิ้งท้าย “กฎหมายไม่ฟังคำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์"
ในทางกฎหมายสากลแทบทุกประเทศใช้หลักการเดียวกัน คือ ผู้ใดครอบครองสัมภาระ ผู้นั้นต้องรับผิดชอบต่อสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมดที่อยู่ในสัมภาระนั้น การอ้างในชั้นศาลว่า มีคนฝากมา หรือไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร เป็นข้อต่อสู้ที่แทบจะไม่มีน้ำหนัก เพราะศาลจะมองว่าตัวเรายอมรับความเสี่ยงนั้นตั้งแต่ยินยอมนำมาไว้กับตัวแล้ว