xs
xsm
sm
md
lg

ปชป.ฉะงบ 70 เสี่ยกำมะลอ หั่นงบ จว.-เมินสุขภาพจิต-ปล่อยเงิน AI ออกนอก สอบตกงบศึกษา “เชน” แจงวางรากฐานประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ชัยชนะ” ซัดงบ 70 เป็น “พ.ร.บ.งบเสี่ยกำมะลอ” แฉหั่นงบ จว.- เมินสุขภาพจิต-ปล่อยเงิน AI ไหลออกนอก “อัมพร” ชี้ งบศึกษาสอบตก แบกแต่เงินเดือน ไร้งบพัฒนาคน “ยศชนัน” แจงงบ อว. วางรากฐานประเทศ ปั้นมหาวิทยาลัยศูนย์บ่มเพาะนวัตกรรม ดันวิจัยใช้ได้จริง


วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วันที่สอง บรรยากาศการอภิปรายเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยสมาชิกฝ่ายค้านใช้เวทีตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณในหลายกระทรวง พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้งบ ความโปร่งใส และทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลทยอยลุกขึ้นชี้แจง และยืนยันว่า การจัดทำงบประมาณอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่ยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว โดยตลอดทั้งวัน ประเด็นการอภิปรายยังคงมุ่งไปที่งบประมาณด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) งบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา

นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยตั้งฉายาให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ ว่า “พ.ร.บ.งบประมาณเสี่ยกำมะลอ” พร้อมระบุว่า รัฐบาลเคยเดินสายให้ความหวังว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัด แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่ามีการตัดงบประมาณกลุ่มจังหวัดกว่า 22,000 ล้านบาท เหลือเพียงประมาณ 4,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยไม่ถึงจังหวัดละ 100 ล้านบาท

นายชัยชนะ กล่าวว่า สิ่งที่น่าผิดหวัง คือ รัฐบาลที่ประกาศนโยบายกระจายอำนาจและเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นร้อยละ 35 กลับดำเนินการสวนทางกับคำพูด โดยปีนี้ท้องถิ่นได้รับงบประมาณเพียง 880,541 ล้านบาท ทั้งที่ควรได้รับประมาณ 928,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 29 เท่าเดิม พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลจริงใจต่อการกระจายอำนาจ หรือเพียงมององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานคะแนนเสียงในช่วงเลือกตั้ง ก่อนจะดึงอำนาจและงบประมาณกลับเข้าส่วนกลาง ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และควรได้รับงบประมาณเพียงพอในการแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่

นายชัยชนะ ยังกล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณของกรมสุขภาพจิต โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลกลับตัดงบประมาณสำคัญ พร้อมกล่าวเหน็บว่า “เผลอๆ คนที่นั่งใน ครม. อาจจะป่วยเป็นจิตเวชด้วย เพราะคนเป็นจิตเวชเขามาพูดแล้วหลงลืม” พร้อมยกตัวอย่างการให้สัมภาษณ์ของรัฐบาลในหลายประเด็น ทั้งเรื่องราคามะพร้าว ราคากุ้ง และราคาทุเรียน

นายชัยชนะ กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตของบประมาณกว่า 71.54 ล้านบาท เพื่อผลิตจิตแพทย์ 34 คน แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 27 ล้านบาท ทำให้ผลิตจิตแพทย์ได้เพียง 22 คน ขณะที่งบดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศที่เสนอไว้ 220 ล้านบาท ถูกปรับลดเหลือเพียง 88 ล้านบาท ทั้งที่ประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเวชนับล้านคน และยังมีผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตจำนวนมากที่ยังไม่เข้าสู่ระบบการรักษา

พร้อมกันนี้ นายชัยชนะ ยังอ้างผลการศึกษาที่ระบุว่า คนไทยกว่า 13.4 ล้านคน เคยประสบปัญหาสุขภาพจิต มีผู้พยายามฆ่าตัวตายกว่า 30,000 คนต่อปี และเสียชีวิตราว 5,000 คน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาก่อน

นายชัยชนะ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยใช้บริการ AI จากต่างประเทศจำนวนมาก หากมีผู้ใช้ ChatGPT จำนวน 1 ล้านคน จ่ายค่าบริการเดือนละ 500 บาท จะมีเงินไหลออกนอกประเทศเดือนละ 500 ล้านบาท หรือปีละ 6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่อธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าแพลตฟอร์ม AI ของรัฐบาลสามารถใช้ทดแทนบริการต่างชาติได้ และเสนอให้รัฐสนับสนุนการใช้ AI ฟรีแก่ประชาชน 5 ล้านคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วไป พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยสูญเสียเงินจากการใช้ AI ของต่างชาติปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญ

นายชัยชนะ ยังวิจารณ์การทำงานของคณะรัฐมนตรี ว่า ยังอยู่ในช่วง “ฮันนีมูนทางการเมือง” สนใจการลงพื้นที่ตรวจราชการ และสร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการเร่งแก้ไขปัญหาประเทศ พร้อมระบุว่า ผู้นำประเทศต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำ รับฟังเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมรับฟังการอภิปรายงบประมาณ ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณของประเทศ

“ร่างงบประมาณปี 70 มาพร้อมการก่อหนี้ใหม่กว่า 780,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยคนไทยต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มอีกกว่าคนละ 10,000 บาท พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่รัฐบาลต้องเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากฝ่ายค้านและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประเทศไทยมีงบประมาณที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างแท้จริง”

ด้าน นายอัมพร พินะสา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อภิปรายว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทุนมนุษย์ แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างงบประมาณปี 2570 กลับพบว่าการจัดสรรงบยังขัดแย้งกับเป้าหมายดังกล่าว

นายอัมพร กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณกว่า 359,000 ล้านบาท แต่กว่าร้อยละ 64 เป็นงบบุคลากร เหลืองบดำเนินงานและงบลงทุนด้านการเรียนรู้เพียงส่วนน้อย พร้อมเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ผลักดันนโยบายเรียนฟรี 15 ปี กองทุน กยศ. และงบอาหารกลางวัน เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน

นายอัมพร กล่าวว่า เมื่อพิจารณางบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งได้รับงบประมาณราว 270,000 ล้านบาท พบว่า งบบุคลากรสูงถึงร้อยละ 78 เหลืองบพัฒนาผู้เรียนไม่ถึงร้อยละ 22 ทั้งที่ปัจจุบันมีโรงเรียนสังกัด สพฐ. กว่า 29,000 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกกว่า 6,000 แห่ง รวมทั้งยังมีโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,600 แห่ง ที่กำลังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างหนัก

พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะเพิ่มเงินอุดหนุนโรงเรียนแห่งละ 10,000 บาท แต่ในความเป็นจริง โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งต้องดูแลศูนย์สาขาจำนวนมาก เงินจำนวนดังกล่าวจึงไม่เพียงพอ อีกทั้งยังไม่มีงบลงทุนเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งจะส่งผลต่อการบริหารจัดการและภาระงบบุคลากรในอนาคต ท่ามกลางอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายอัมพร กล่าวทิ้งท้ายว่า จากประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษากว่า 40 ปี เห็นว่า การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ยังไม่ตรงเป้าหมายและไม่ตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ หากรัฐบาลไม่กล้าลงทุนด้านการศึกษาอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะยากต่อการยกระดับศักยภาพเพื่อแข่งขันกับนานาประเทศในอนาคต

ด้าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงว่า งบประมาณของกระทรวง อว. ปี 2570 มุ่งวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว ควบคู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยรัฐบาลต้องมองทั้งอนาคตอันใกล้และอนาคตระยะยาว เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมของประเทศ

นายยศชนัน กล่าวว่า กระทรวงใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อดึงดูดการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูงผ่านการรีสกิลและอัพสกิลแรงงาน พร้อมปรับบทบาทมหาวิทยาลัยจากสถาบันผลิตบัณฑิตให้เป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพ รวมทั้งเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสให้ธุรกิจใหม่เข้าถึงแหล่งทุน แม้จะเป็นกิจการที่มีความเสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงยังผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อนำผลงานวิจัยไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือด้าน Science Diplomacy กับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเร่งผลักดันการจดสิทธิบัตรให้รวดเร็วขึ้น ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนการจดสิทธิบัตรในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนโครงการ “อว.ส่วนหน้า” เพื่อเพิ่มมูลค่าผลงานวิจัยของไทย

นายยศชนัน กล่าวว่า กระทรวงยังเชื่อมโยงหน่วยงานให้ทุนวิจัยกับหน่วยงานด้านความมั่นคง บูรณาการกองทุนวิจัยให้สนับสนุนงานวิจัยครบทุกมิติ พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบ Open Data เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลงานวิจัย เพิ่มความโปร่งใส และลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ กรอบการใช้งบประมาณปี 2570 ของกระทรวง อว. จะมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การยกระดับอุดมศึกษา การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านกองทุนอุดมศึกษาและกองทุน ววน. พร้อมย้ำว่า การลงทุนด้านงานวิจัยและองค์ความรู้พื้นฐาน คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในอนาคต

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า กระทรวงยังร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม