xs
xsm
sm
md
lg

สั่ง รมต.ประเมินตัวเอง นายกฯอนุทินก็ต้องส่อง "กระจก" บานเดียวกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สั่งรมต.ประเมินตัวเอง
นายกฯอนุทินก็ต้องส่อง
"กระจก" บานเดียวกัน


ผลสำรวจ "คะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569" ของนิด้าโพล นอกจากจะเป็นมากกว่าตัวเลขคะแนนความนิยมของนักการเมืองแล้ว หากแต่ยังเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจาก เมื่อคะแนนสนับสนุนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลดลง ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านกลับขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของประชาชน ย่อมสะท้อนว่า ความคาดหวังของสังคมต่อรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้ปฏิเสธผลสำรวจ แต่ยอมรับว่าโพลเป็น "กระจกส่องตัวเอง" พร้อมสั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งสร้างผลงานและสื่อสารให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น การยอมรับเสียงสะท้อนจากประชาชนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะอย่างน้อยก็สะท้อนว่ารัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสั่งให้รัฐมนตรีทำงานมากขึ้น แต่อยู่ที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีชุดนี้ทำงานได้สอดประสานกันมากน้อยเพียงใด

ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะคือ คณะรัฐมนตรีมีบุคลิกและรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก รัฐมนตรีบางคนปรากฏตัวตามหน้าสื่อแทบทุกวัน แสดงความคิดเห็นแทบทุกประเด็น แต่กลับถูกตั้งคำถามว่าผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้มีมากน้อยเพียงใด ขณะที่รัฐมนตรีอีกหลายคนกลับเลือกทำงานอย่างเงียบ ๆ จนแทบไม่มีตัวตนในพื้นที่สาธารณะ ส่งผลให้ประชาชนรับรู้บทบาทหรือความคืบหน้าของงานในความรับผิดชอบได้ค่อนข้างน้อย อย่างล่สาสุดก็เริ่มมีการประกาศตามหา 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้สูญหายอีกครั้ง

เมื่อภาพรวมของคณะรัฐมนตรีขาดความสมดุล ทั้งในด้านผลงานและการสื่อสาร ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลโดยรวม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ตัดสินรัฐบาลจากคำแถลงหรือการแถลงข่าว แต่ตัดสินจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ในส่วนของนายกรัฐมนตรีเอง แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่ติดตามงานอย่างต่อเนื่อง และมีการมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการสั่งการเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากขาดการติดตามผลและความสามารถในการอธิบายรายละเอียดของนโยบายหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องได้อย่างลึกซึ้ง

บทบาทของนายกรัฐมนตรีจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงมอบหมายงาน แต่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายในภาพรวม เพราะประชาชนไม่ได้แยกคะแนนให้รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หากแต่ประเมินรัฐบาลทั้งคณะผ่านตัวผู้นำรัฐบาลเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่ารัฐมนตรีแต่ละคนจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงานและสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น การประเมินผลก็ควรเริ่มจากตัวนายกรัฐมนตรีเองด้วยเช่นกัน ทั้งในด้านภาวะผู้นำ การกำกับติดตามนโยบาย และการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง

ผลโพลครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครนำหรือใครตาม หากแต่เป็นสัญญาณว่าความนิยมของรัฐบาลไม่ใช่สิ่งที่จะรักษาไว้ได้ด้วยการสื่อสารเพียงอย่างเดียว เพราะการประชาสัมพันธ์ทำให้ประชาชนได้แค่รับรู้ผลงานเท่านั้น

โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญไม่ใช่การเอาชนะผลสำรวจ แต่คือการสร้างผลงานเพื่อชนะใจประชาชน และหากนายกรัฐมนตรีต้องการให้รัฐมนตรีทุกคนกลับไปประเมินตัวเอง ก็อาจถึงเวลาที่ผู้นำรัฐบาลจะใช้ "กระจก" บานเดียวกัน ประเมินบทบาทของตนเองด้วยเช่นกัน เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐบาล ย่อมเริ่มต้นจากผู้นำรัฐบาลเป็นลำดับแรก