ผู้นำรัฐสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เปิดเผยข้อตกลงจัดซื้ออาวุธมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในตุรกีเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขารับฟังข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้ใช้จ่ายเงินมากขึ้นเพื่อปกป้องยุโรป แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะยังคงกล่าวว่ารู้สึกผิดหวัง และผลักดันให้วอชิงตันเข้าควบคุมกรีนแลนด์อีกครั้งก็ตาม
บรรดาผู้นำนาโตเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดที่กรุงอังการาของตุรกี โดยหวังแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพหลังจากปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง ซึ่งสงครามกับอิหร่านได้เผยให้เห็นรอยร้าวในกลุ่มพันธมิตรที่ค้ำจุนความมั่นคงของชาติตะวันตกมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ระหว่างการประชุมกับประธานาธิบดี เรเจป ตัยยิบ แอร์โดกัน ทรัมป์ กล่าวว่า เขาอาจจะคว่ำบาตรการประชุมสุดยอดนาโตทั้งหมด หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำตุรกี และไม่ตัดความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารออกจากยุโรปเพิ่มเติม
“เราคงต้องรอดูกันต่อไป ผมผิดหวังกับนาโตมาก” เขากล่าว โดยชี้ไปที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ที่ไม่ได้ให้การสนับสนุนสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างเพียงพอ
ทรัมป์ กล่าวเสริมว่า "เราไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี" จากพันธมิตร แม้จะย้ำว่าตนไม่ได้ต้องการหรือจำเป็นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพวกเขาก็ตามที
"ก่อนที่ผมจะขอ พวกเขาก็ชิงตอบแล้วว่าพวกเขาจะไม่ไป และเราได้ลงทุนไปหลายล้านล้านดอลลาร์ในนาโตแล้ว" ทรัม ป์กล่าว
ทรัมป์ บอกด้วยว่า ก่อนจะมาประชุมตนได้พูดคุยกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี โวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เกี่ยวกับแนวทางยุติสงครามที่เริ่มต้นในเดือน ก.พ. ปี 2022
"ผมคิดว่าพวกเขาทั้งสองต้องการทำข้อตกลง น่าเสียดายที่ใช้เวลานานมาก...บางอย่างจะต้องเกิดขึ้น" ทรัมป์ กล่าว
ในขณะที่เอ่ยปากวิจารณ์พันธมิตรที่คบหากันมานานอย่างรุนแรง ทรัมป์ กลับประกาศว่าวอชิงตันจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อตุรกีที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2020 สืบเนื่องจากการที่อังการาซื้อขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจากรัสเซีย นอกจากนี้ ทรัมป์ ยังแสดงความเต็มใจที่จะขายเครื่องบินขับไล่ F-35 ให้กับตุรกีด้วย
มาตรการดังกล่าวจะเป็นการแสดงออกที่สำคัญต่อ แอร์โดอัน และเป็นการขจัดปัญหาที่เป็นอุปสรรคมายาวนานในความสัมพันธ์ทวิภาคี
รัฐสมาชิกนาโตพยายามแสดงให้ ทรัมป์ เห็นหลายครั้งแล้วว่าพวกเขากำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม
มาร์ก รึตเตอ เลขาธิการนาโต กล่าวเมื่อวันจันทร์ (6) ว่า ประเทศในยุโรปได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นอย่าง "มหาศาล"
ก่อนที่ ทรัมป์ จะเดินทางไปถึง รึตเตอ ได้ประกาศโครงการริเริ่มและข้อตกลงต่างๆ ในเวทีอุตสาหกรรมกลาโหม และเรียกร้องให้เกิด "การปฏิวัติ" อุตสาหกรรมกลาโหมทั่วทั้งกลุ่มพันธมิตร โดยเตือนถึงการทุ่มงบประมาณจ่ายทางทหารอย่างมหาศาลของรัสเซีย จีน เกาหลีเหนือ และอิหร่าน
"เราไม่มีเวลาเหลือเฟือ เราต้องการขีดความสามารถในตอนนี้เพื่อให้แน่ใจว่าเราพร้อมเสมอ สถานการณ์ด้านความมั่นคงเรียกร้องเช่นนั้น" รึตเตอ กล่าว "เสียงเครื่องจักรที่เงียบงันต้องกลายเป็นเสียงคำราม"
ข้อตกลงเหล่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่นาโตคนหนึ่งประเมินว่ามีมูลค่าอย่างน้อย 50,000 ล้านดอลลาร์ ยังรวมถึงการที่ประเทศในยุโรปจะซื้อโดรนสอดแนมจากบริษัท นอร์ธรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) ของสหรัฐฯ และนาโตซื้อเครื่องบินจากบริษัทซาบ (Saab) ของสวีเดน
หุ้นของ Saab พุ่งขึ้นมากกว่า 5% ในช่วงหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการเสริมกำลังทางทหารของยุโรป
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษระบุว่า 12 ประเทศในยุโรป รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี จะใช้เงินมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อพัฒนาอาวุธที่มีความแม่นยำสูงในระยะไกล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันของนาโต
สตาร์เมอร์ จะเปิดเผยโครงการริเริ่มที่นำโดยสหราชอาณาจักรที่กรุงอังการาในวันพุธ (8) ขณะที่ประเทศต่างๆ จะออกแถลงการณ์ร่วมกันพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติม
ภาคอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของยุโรปมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระจัดกระจาย มีระเบียบขั้นตอนที่ยุ่งยาก และมีการแข่งขันกันระหว่างบริษัทและประเทศต่างๆ ซึ่งทำให้ยุโรปต้องพึ่งพาการซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มากขึ้น
การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความจำเป็นที่จะต้องคงไว้ซึ่งระบบสวัสดิการของรัฐที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเป็นเรื่องที่ยากขึ้นในยุโรป
บรรยากาศภายในนาโตซึ่งตึงเครียดอยู่แล้วจากสงครามยูเครนและความต้องการของ ทรัมป์ ที่จะแย่งชิงกรีนแลนด์จากเดนมาร์กซึ่งเป็นสมาชิกนาโตด้วยกัน ได้ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านในเดือน ก.พ. ทรัมป์ วิจารณ์สมาชิกนาโตซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าให้การสนับสนุนไม่เพียงพอในความขัดแย้ง และขู่ว่าจะถอนตัวออกจากกลุ่มพันธมิตร
เมื่อวันอังคาร (7) เขาแสดงท่าทีผลักดันอีกครั้งเพื่อแย่งชิงกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก
“นั่นควรอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ของเดนมาร์ก” เขากล่าว
ที่มา: รอยเตอร์