กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลกหลังจากเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ อาร์เจนติน่า พลิกแซงชนะ อียิปต์ 3-2 ล่าสุด แกรม สก็อตต์ อดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีกระดับแถวหน้า ได้ออกมาเขียนบทความวิเคราะห์วิจารณ์การทำหน้าที่ของห้อง VAR ในจังหวะริบประตูฝั่งอียิปต์อย่างดุเดือดและลงลึกถึงกติกาผ่านสื่อดังอย่าง ดิแอธเลติก
สก็อตต์ ได้ชำแหละเหตุการณ์ในนาทีที่ 67 ซึ่งเป็นจังหวะที่ มุสตาฟา ซิโก้ ยิงให้อียิปต์หนีเป็น 2-0 แต่ถูกผู้ตัดสิน ฟรองซัวส์ เลอเตกซิเยร์ เป่าริบคืนหลังเช็ก VAR โดยระบุข้อความอธิบายเชิงเทคนิคไว้อย่างละเอียดดังนี้
"นี่คือหนึ่งในการทำหน้าที่ที่แย่ที่สุดของ VAR ในทัวร์นาเมนต์นี้ มันคือการแทรกแซงที่เกินขอบเขตหน้าที่ (Overreach) และทำลายจิตวิญญาณของฟุตบอลอย่างสิ้นเชิง"
"หากเรามาแยกแยะการปะทะระหว่าง มาร์วาน อัตติย่า และ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่กลางสนาม มันคือสิ่งที่ผู้ตัดสินทุกคนเรียกว่า 'Normal Football Contact' หรือการปะทะตามธรรมชาติของการเล่นฟุตบอล อัตติย่าใช้ร่างกายบังและชิงพื้นที่ตามปกติ มาร์ติเนซล้มลงไปง่ายเกินไป และมันไม่ใช่การฟาวล์ที่ชัดเจนและโจ่งแจ้ง สัญญาณนกหวีดแรกในสนามของ เลอเตกซิเยร์ นั้นถูกต้องแล้วที่ปล่อยให้เกมดำเนินต่อไป
นอกจากนี้ อดีตเชิ้ตดำพรีเมียร์ลีกยังได้อธิบายถึงกฎ APP (Attacking Phase of Play) หรือข้อบังคับเกี่ยวกับระยะขอบเขตการครองบอลเพื่อทำเกมบุก ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้การตัดสินครั้งนี้ถูกวิจารนณ์
"สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดคือห้อง VAR ละเลยโปรโตคอลเรื่อง APP อย่างน่าเกลียด จังหวะที่พวกเขาอ้างว่าฟาวล์เกิดขึ้นห่างจากปากประตูเกือบ 100 หลา หลังจากจุดนั้น อียิปต์ไม่ได้แทงบอลจังหวะเดียวแล้วเป็นประตูทันที แต่พวกเขามีการเซ็ตบอล ถ่ายบอลข้ามไปมา"
"ในทางกิติกา เราต้องดูว่าฝั่งรับมีโอกาสตั้งหลักหรือยัง? ในเคสนี้ แนวรับของอาร์เจนติน่ามีเวลาวิ่งถอยกลับไปประจำตำแหน่ง จัดระเบียบเกมรับ และพยายามเข้าสกัดบอลถึง 3 ระลอก แต่พวกเขาทำพลาดเองเนื่องจากประกบตัวประกบพลาด ดังนั้น ตามเจตนารมณ์ของฟุตบอล เฟสการบุกแรกมันจบลงไปแล้วนับตั้งแต่อาร์เจนติน่าตั้งโซนรับได้ การที่ VAR ย้อนเวลาจับฟาวล์กลับไปไกลขนาดนั้น มันขัดต่อกฎของฟีฟ่าอย่างชัดเจน และผมเข้าใจเลยว่าทำไมทีมชาติอียิปต์ถึงรู้สึกว่าพวกเขาถูกปล้นชัยชนะในเกมนี้"