xs
xsm
sm
md
lg

“นายกฯไทย-มาเลย์” ร่วมเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ เชื่อมไทย-มาเลเซียอย่างเป็นทางการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ลงพื้นที่ร่วมเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ด้านเอกชนคาดหวังยกระดับการค้า–ท่องเที่ยว ชูต้นแบบด่านชายแดนสมัยใหม่

วันนี้ (10 ก.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดใช้ถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จังหวัดสงขลา เชื่อมต่อกับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับการคมนาคม โลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญของประเทศไทย เชื่อมต่อการค้าสู่ประเทศมาเลเซียและอาเซียน โดยการเปิดใช้งานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ลดความแออัดของด่านสะเดาเดิม ลดระยะเวลาการเดินทาง และรองรับปริมาณการค้าชายแดนที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดในวันที่ 10 กรกฎาคม จะเริ่มเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป


ด้านภาคเอกชนในพื้นที่ต่างแสดงความคาดหวังว่าการเปิดด่านแห่งใหม่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน โดย ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา หรือ "ดร.อ๋อง" นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่–สงขลา กล่าวว่า ด่านสะเดาเป็นด่านพรมแดนทางบกที่มีมูลค่าการส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวสูงที่สุดของประเทศ จึงอยากเห็นการพัฒนาให้เป็นด่านมาตรฐานสากลและเป็นต้นแบบในการยกระดับด่านชายแดนอื่นของไทยในอนาคต

ดร.อ๋อง ระบุว่า สิ่งสำคัญคือการนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการผ่านแดน โดยเฉพาะการลงทะเบียนรถและการตรวจผ่านแดนในรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับการให้บริการให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของประเทศมาเลเซีย

พร้อมกันนี้ ยังมองว่าการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในครั้งนี้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะแนวทางการเปิดใช้งานด่านใหม่ควบคู่กับด่านสะเดาแห่งเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในพื้นที่เดิม


อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับศักยภาพของด่านแห่งใหม่ เนื่องจากแม้จะมีการเพิ่มช่องบริการสำหรับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร และอาคารผู้โดยสารมากขึ้น แต่หากจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าในการให้บริการ และย้ายปัญหาการจราจรจากบริเวณชุมชนไปสู่ภายในพื้นที่ด่านแทน

ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการด่านในรูปแบบดิจิทัล ควบคู่กับการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ด่านสะเดาแห่งใหม่สามารถรองรับการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันจังหวัดสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า และการลงทุนของภาคใต้ และเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของไทยสู่มาเลเซียและอาเซียนอย่างแท้จริง