นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ข่าวโจมตีว่า “อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ไม่จงรักภักดี” เป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงไปมาก
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ก่อนจะเข้าเรื่อง ขอออกตัวก่อนว่า ใครจะคิดหรือวิจารณ์คุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับฐานความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ทางการเมืองของแต่ละคน ซึ่งผมไม่ขอก้าวล่วง
แต่สิ่งที่ผมอยากพูดถึงในโพสต์นี้ คือข้อกล่าวหาที่ว่า “อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ไม่จงรักภักดี”
ผมเห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงไปมาก และไม่แฟร์
เพราะการเอาความเห็นต่างเรื่อง “เครื่องมือทางกฎหมาย” ไปแปลงเป็นข้อกล่าวหาเรื่อง “ความภักดี” เป็นตรรกะที่อันตรายมากในสังคมไทย
ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องลึก และเป็นเรื่องที่ผูกพันกับความเชื่อ ความศรัทธา และความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก
แต่การปกป้องสถาบันฯ ไม่ได้มีเพียงวิธีเดียว
บางคนอาจเห็นว่าต้องใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
บางคนอาจเห็นว่าต้องใช้ทั้งกฎหมายและกระบวนการดึงเยาวชนบางส่วนกลับคืนสู่สังคม
บางคนอาจเน้นการจัดการกับผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นมากกว่าตัวเด็ก
ความเห็นต่างเรื่อง “วิธีการ” ไม่ควรถูกแปลงเป็นข้อกล่าวหาเรื่อง “ไม่จงรักภักดี”
อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจคนที่ไม่สบายใจ
เพราะคำว่า “บำบัดฟื้นฟูเยาวชนคดี 112” ฟังเผิน ๆ แล้วอาจถูกตีความว่าเป็นการอ่อนข้อให้การกระทำที่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยยังมีความทรงจำเรื่องม็อบสามนิ้ว ทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ การด้อยค่าสถาบันฯ และการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่มีความทรงจำนั้น
ประเด็นนี้จึงต้องอธิบายให้ชัดว่า สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์พูด ไม่ใช่การสนับสนุนให้ “นิรโทษกรรม ม.112”
แต่เป็นการแยก “การล้างผิด” ออกจาก “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”
สองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
“นิรโทษกรรม” คือการล้างความผิด
แต่ “บำบัดฟื้นฟูเยาวชน” คือกระบวนการที่ตั้งอยู่บนหลักว่า เยาวชนไม่ใช่ผู้ใหญ่ และสังคมควรมีช่องทางให้เด็กบางคนที่หลงผิด ถูกปลุกปั่น หรือสำนึกผิดแล้ว ได้กลับเข้าสู่สังคมอย่างถูกต้อง
แต่ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดเช่นกันว่า
เยาวชนไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็จริง
แต่ความผิดไม่ได้หายไป
โอกาสฟื้นฟูจึงต้องมาคู่กับการยอมรับผิด สำนึกผิด ไม่ทำผิดซ้ำ และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก
นี่คือจุดที่ควรอธิบายให้ชัดที่สุด
ผมได้อ่านคำชี้แจงของคุณเนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเห็นว่าจุดแข็งของคำชี้แจงคือ การแยกให้ชัดว่า “นิรโทษกรรม” ไม่เหมือน “บำบัดฟื้นฟู”
คุณเนเน่ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เห็นด้วยกับการล้างผิด ม.112 แต่ต้องการรักษาหลักการเรื่องกระบวนการฟื้นฟูเยาวชน
ในขณะเดียวกัน คุณเนเน่ก็ย้ำจุดยืนเรื่องการต่อต้านทะลุวัง การขัดขวางขบวนเสด็จ และการกระทำที่กระทบสถาบันฯ ซึ่งช่วยให้เห็นว่า ฐานคิดของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่บนการอ่อนข้อให้ผู้ที่จาบจ้วงสถาบันฯ
แต่ผมก็อยากฝากประเด็นหนึ่งถึงคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา
คือพรรคควรพูดเรื่อง “ผู้ใหญ่หลังม็อบ” ให้ชัดกว่านี้
แม้เรื่องนี้อาจไม่ใช่วาระโดยตรงของการพิจารณากฎหมายฉบับนั้น แต่เป็นต้นทางของปัญหา
เพราะสังคมจำนวนมากไม่ได้กังวลเฉพาะตัวเยาวชน แต่กังวลเครือข่ายผู้ใหญ่ที่ปลุกปั่น ผลิตวาทกรรมบิดเบือน ใช้เด็กเป็นโล่ ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ และผลักเยาวชนเข้าสู่ความขัดแย้งกับสถาบันฯ
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้คนที่ห่วงสถาบันคลายความระแวงได้ พรรคควรประกาศให้ชัดว่า
หนึ่ง พรรคไม่สนับสนุนการนิรโทษกรรม ม.112
สอง พรรคเห็นว่าการฟื้นฟูเยาวชนต้องมีเงื่อนไข ต้องสำนึกผิด ไม่ทำผิดซ้ำ และไม่ใช่ช่องทางหลบเลี่ยงความรับผิด
สาม พรรคเห็นว่าผู้ใหญ่ที่ปลุกปั่น ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ และผลิตความเกลียดชังต่อสถาบันฯ ต้องถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
สี่ พรรคจะมีข้อเสนอแยกต่างหากในการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอีก
ถ้าพูดให้ครบแบบนี้ จะทำให้สังคมเข้าใจมากขึ้นว่า ประชาธิปัตย์ไม่ได้อ่อนข้อให้ ม.112 แต่กำลังพยายามแยก “เด็กที่ยังพอกลับตัวได้” ออกจาก “ผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังและไม่ควรลอยนวล”
สรุปคือ
ข้อกล่าวหาว่า “อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ไม่จงรักภักดี” เป็นข้อกล่าวหาที่เกินจริงและไม่เป็นธรรม
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ความระแวงของคนที่ห่วงสถาบันฯ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ
มันเกิดจากบาดแผลของสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ดังนั้น การอธิบายเรื่องนี้ต้องไม่ใช่แค่บอกว่า “เราไม่ได้ล้างผิด ม.112”
แต่ต้องอธิบายให้ครบว่า
เราจะให้โอกาสเยาวชนที่สำนึกผิดอย่างไร
เราจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร
และเราจะจัดการผู้ใหญ่ที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมืออย่างไร
การปกป้องสถาบันฯ มีทั้งพระเดชและพระคุณ
มีทั้งการบังคับใช้กฎหมาย
และการดึงเยาวชนที่ยังพอกลับตัวได้ให้กลับมาอยู่ในสังคมอย่างถูกต้อง
แต่พระคุณจะมีความหมายได้ ก็ต่อเมื่อสังคมมั่นใจว่า พระเดชยังไม่ถูกทำให้อ่อนแรง
นี่คือจุดสมดุลที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องอธิบายให้ชัดกว่านี้