ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การที่อยู่ๆ มีกระแสข่าวเรื่อง “นายกรัฐมนตรีสีน้ำเงินคนใหม่” ถูกปล่อยออกมาในห้วงเวลานี้ ถือเป็นสัญญาณพิเศษที่ไม่อาจมองข้ามได้ ด้วยต้องยอมรับว่า “รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล” โดยเฉพาะตัวนายอนุทินเองนั้น กำลังอยู่ในช่วงของ “ขาลง” ทั้งๆ ที่นั่งบริหารราชการแผ่นดินมาได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น
ถามว่า ชื่อย่อ “ศ” ที่ปรากฏคือใคร
จะเป็น “ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาชน ซึ่งมี “ศ” นำหน้าชื่อ
จะเป็น “อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ที่ก็มี “ศ.” อยู่ เหมือนกับ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย
แล้วก็ยังมี “แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่หลายคนเชียร์ เพียงแต่ไม่สามารถเป็นได้ ณ เวลานี้เพราะไม่ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของระบอบสีน้ำเงิน รวมถึง “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็มาแรงเป็นลำด้นๆ อีก
นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะเป็นเพียงแค่ “ตุ๊กตา” ที่ถูกโยนออกมาเพื่อถามทางล่วงหน้าเท่านั้น
แต่สิ่งที่สำคัญที่ทำให้ชื่อ “นายกรัฐมนตรีสำรอง” กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นผลมาจากการที่เสถียรภาพของรัฐบาลง่อนแง่นทั้งจาก “ความขัดแย้งภายใน” ของระบอบสีน้ำเงินเอง รวมถึงบทพิสูจน์เรื่องการทำหน้าที่รัฐบาลซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขาในเรื่อง “ทุจริต” ที่สำแดงให้เห็นอย่างต่อเนื่อง
จนมีคนถามกันเซ็งแซ่แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่อีกได้นานไหม
บางคนบอกว่าจะรอดปีนี้ไหมถึงขนาดนั้นกันเลยทีเดียว
ดัชนีชี้วัดที่ไม่อาจมองข้ามได้ก็คือ ผลสำรวจของ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ วันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งผลปรากฏว่า คะแนนนิยมของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงพรรคภูมิใจไทยในการสำรวจรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569 ครั้งนี้ เมื่อเทียบกับครั้งที่แล้วคือ ครั้งที่ 1/2569 นั้นลดลงมาก
กล่าวคือ คะแนนนิยมนายอนุทินลดลง 7.72% (จาก 29.40% เหลือ 21.68%) ส่วนคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยก็ลดลงเกือบ 10% (จาก 26.60% เหลือ 17.00%) โดยแม้คะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ ผู้นำฝ่ายค้าน และพรรคประชาชนจะลดลงเช่นกันแต่ก็ลดงน้อยกว่านายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย
“เราเคยป๊อปปูลาร์ แล้วคะแนนมันน้อยลง แสดงว่าต้องมีปัญหาตรงไหน เราก็ต้องแก้ไข เพราะสนใจโพลมาตลอด เอาเป็นว่าจาก 26% แล้วลงมา 21% หายไป 5% ก็ต้องไปแก้ไข”นายอนุทินยอมรับผลโพลที่แออกมา พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “คงหลายเรื่อง บางทีเราสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่ คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความ ก็อาจไม่ได้เน้นตรงนั้น ส่วนที่ดี ดันไม่สื่อสาร วันนี้ก็คอมเพลนไปหลายคน”
ที่สำคัญคือ นายอนุทินประกาศชัดเจนด้วยว่า “ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯ ก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯ ลืม ก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกัน ต้องอธิบายเขาได้ว่า ทำไมถึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป”
นั่นนับเป็นสัญญาณเตือนประการแรก และส่งผลทำให้เกิดความระส่ำระสายภายในพรรคภูมิใจไทยอยู่ไม่น้อย ทั้งจากตัวรัฐมนตรีที่นั่งเก้าอี้อยู่ และบรรดา “อาหวัง” ที่รอคอยเก้าอี้เสนาบดีแบบตาไม่กระพริบ และพร้อมเสียบในทันที
ถัดมาที่ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลง่อนแง่นก็คือ “ความขัดแย้งภายใน” ที่มีการเปิดประเด็นกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระดับแกนนำสำคัญคือ “2 น.” และ “ 1พ.”
2 น.ก็คือ น.เนวิน ชิดชอบ ผู้นำหมายเลขหนึ่งแห่งระบอบสีน้ำเงินผู้ที่ทำให้นายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง 2 ครา และ น.หนู อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ระยะหลังๆ มักสำแดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้เป็นแค่ “ลูกไล่” หรือ “เด็กในบ้านชิดชอบ” หากแต่เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีคนหนุนหลัง มีคอนเนกชันที่สามารถเชื่อมได้กับ “อำนาจพิเศษ” ไม่เป็นสองรองใครในประเทศนี้
แถมยังมีความมั่นหน้ามั่นโหนกจากการที่ตนเองสามารถเชิญ “3 ขุนพล” คือ “ศุภจี สุธรรมพันธ์ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วและเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” มาเรียกเรตติ้งให้กับระบอบสีน้ำเงินได้
กล่าวสำหรับความขัดแย้งในพรรคสีน้ำเงินนั้น มีร่องรอยแสดงให้เห็นว่ากำลังมีปัญหาขบเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” นายทุนพรรคและแกนนำภาคใต้ กับตัวนายอนุทินมาอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนจะยกระดับความขัดแย้งชนิดที่ไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ในตอนจบได้
ทั้งนี้ สัญญาณของปัญหาเริ่มมาตั้งแต่ตัวนายอนุทินเองที่แสดงออกมาให้เข้าใจได้ว่า ไม่ไว้วางใจนายทุนพรรครายนี้ในหลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่กรณีมอบหมายให้ดูวิกฤตพลังงาน แต่ต่อมานายอนุทินกลับดึงไปให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ดูแล แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะนายพิพัฒน์ถูกครหาว่า เป็นนายทุนพลังงาน มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ความย้อนแย้งของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ว่า ตัวนายอนุทินก็รู้แก่ใจว่า นายพิพัฒน์คือนายทุนพลังงาน แต่ก็มอบหมายให้กำกับดูแล พอเกิดปัญหาก็ดึงกลับไปหน้าตาเฉย แม้จะยอมรับว่า เป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ แต่ใครจะไปรู้ได้ว่า ในใจของนายพิพัฒน์รู้สึกอย่างไร
ที่น่าขำคือ จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถลากคอ “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันจนทำให้คนไทยเดือดร้อนทั้งแผ่นดินได้เลย
ต่อมาเรื่อง “แลนด์บริดจ์” ที่นายพิพัฒน์ดูแลก็ถูกนายอนุทินดึงไปให้นายเอกนิติดูอีกเป็นคำรบที่สอง ซึ่งไม่ว่านายอนุทินจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายถึงความจำเป็นและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจเคลียร์ชัดๆ ชนิดสิ้นกระแสความได้
มาจนถึงเรื่องล่าสุด “รถไฟ 3 สนามบิน” ที่ล่าสุดถูกยกเลิกไปแล้ว ตอนแรกอยู่ในมือนายพิพัฒน์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับถูกนายอนุทินดึงไปดูแลเองอีกเช่นกัน
ส่วนเหตุการณ์ที่กำลังเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตในตอนนี้ก็คือ “การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น” ที่ดูเหมือนว่าจะ “ ขึงขัง” และ “เอาจริงเอาจังขั้นสุด” สำหรับรัฐบาลนายอนุทิน เมื่อ ป.ป.ช.ประกาศยกระดับคดีนี้ให้เป็น “คดีพิเศษ” แบบเต็มรูปแบบ
แต่เหตุไฉนถึงรู้สึก “ทะแม่งๆ” ขึ้นมาในฉับพลันทันที เพราะในเอกสารที่ ป.ป.ช.ร่ายยาวมานั้น ทำไมถึงล็อกเป้าเฉพาะบิ๊กข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้าเดินเงิน และ “ผู้เข้าสอบ” และไม่มีทีท่าว่าจะโยงใยไปถึง “บิ๊กบอสตัวจริง” เลยแม้แต่นิด
ที่ปรากฏรายชื่อก็เห็นแค่ระดับ “อธิบดี-รองอธิบดี” และข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย
แถมยังดูเหมือนว่า จะพุ่งเป้าไปที่ใครบางคนซึ่งเป็น “คู่ขัดแย้ง” หรือไม่ อย่างไร
ว่ากันว่า “นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่โดนย้ายเป็นคนแรกนั้น เป็นคนของนายพิพัฒน์ ตามต่อด้วยการที่ “นายรัชพงศ์ ชูแก้ว” เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งก็คือเลขาฯ ของนายพิพัฒน์ก็ลาออกจากตำแหน่ง และถูกตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวกับการสอบครั้งนี้
ที่ต้องขีดเส้นใต้คือ มีข้อมูลว่า จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5,959 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สอบผ่านที่ได้รับการแก้ไขกระดาษคำตอบ พบว่ามีผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้มากที่สุด
ไม่รู้ว่า งานนี้จะในใจของแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบไปไม่จบที่นายธีรุตม์ เพราะขั้นตอนการสอบครั้งนี้เริ่มมาจากการทำทีโออาร์ตั้งแต่ “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์” นั่งเป็นอธิบดีกรม สถ. และถูกมองว่าเป็น “สายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพราะเติบโตในแถวจังหวัดอีสานใต้ และเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนที่จะมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมการปกครอง
เป็นนายนฤชาที่คนมหาดไทยรู้กันทั้งบ้างว่า “ครูใหญ่” ขึ้นเป็นปลัดมหาดไทยแทน “ปลัดป๊อป-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ทำให้ขัดแย้งกับนายอนุทิน เพราะปลัดป๊อปก็คือคนของนายอนุทิน เป็นคนที่ไม่ว่านายอนุทินไปไหนทั้งในและต่างประเทศ ภารกิจราชการหรือส่วนตัว ก็มักเห็นนายอรรษิษฐ์เดินเคียงข้างเหมือนเงาติดตามตัว จนถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า ที่มหาดไทยไม่มีงานทำหรืออย่างไร
นอกจากนี้ ด้วยความที่นายอรรษิษฐ์ยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่ “บิ๊กมหาดไทยคนอื่น” มารับตำแหน่งแทนจึงเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่า เกิดอุบัติเหตุขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่า การเมืองในมหาดไทยนั้น มีการเปิดเกมเข้าใส่กันอย่างไม่ว่างเว้น
ด้วยเหตุดังกล่าว การสอบเอาผิดทุจริตสอบครั้งนี้ จึงถูกจับตาว่าจะไปถึงใครบ้าง ท่ามกลางความขัดแย้งในพรรคสีน้ำเงิน หรือสุดท้ายจะจบลงแค่แพะไม่กี่ตัว
หรือถ้าจะโยงไปถึง “การเมือง” จริง ก็ต้องดูว่า จะเอากันแค่พอหอมปากหอมคอ ให้รู้บ้างว่า ใครเป็นใคร หรือจะเอากันถึงขั้นผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ
ทำเป็นเล่นไป ถ้าหากมี “ใครบางคน” ทนไม่ไหว แล้วดึงมือกลับไม่หนุนในสภา รัฐบาลนายอนุทินก็พังได้เหมือนกัน
แล้วสมมติว่า มีการฟอร์มรัฐบาลใหม่โดยพรรคเพื่อไทย ผสมกับพรรคกล้าธรรม ผสมกับกลุ่มก๊วนที่ไม่พอใจนายอนุทิน ในจังหวะที่นายอนุทินทำท่าจะหมดสภาพ โอกาสที่จะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาเป็น “อาจารย์เชน-ยศชนัน” ก็ใช่ว่า เป็นไปไม่ได้
อย่างน้อยก็แก้ไขสถานการณ์ในยามที่น้ำต้มผักยังไม่หวานไปได้ในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะมี “พระเอกหรือนางเอกขี่ม้าขาว” มาเป็นตัวจริง
ส่วนเรื่องที่ทำให้รัฐบาลนายอนุทิน และระบอบสีน้ำเงินอยู่ในช่วงลงชนิดที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือบรรดาคดีความและข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่ปรากฏมาอย่างต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของระบอบสีน้ำเงินที่ไม่แพ้ “ระบอบทักษิณ” ในอดีต เผลอๆ จะหนักข้อกว่าเสียด้วยซ้ำไป
ไล่เรื่อยมาตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว.ที่ดึงเช็งกันมานมนาน เรื่องเขากระโดงที่ทำท่าว่าจะยืดเยื้อและไม่จบลงง่ายๆ ในยามที่ระบอบสีน้ำเงินเรือง
อำนาจ เรื่อง TH-AI Passport ของ “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” ที่สังคมตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส และมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าพบพิรุธหลายประการ แต่วันนี้ก็ยังเดินหน้า โดยไม่สนใจเสียงท้วงติง
รวมทั้งเรื่องร้อนล่าสุดกับการเด้ง “นางพงษ์สวาท นีละโยธิน” จากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมรับโอน “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการ ศอ.บต. มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่แทน
หลังถูกสั่งย้ายนางพงษ์สวาทที่มีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี ก็ยื่นใบลาออกจากราชการทันควัน เป็นการแสดงปฏิกิริยาให้เห็นถึงความไม่พอใจ เพราะตัวเองควรจะเกษียณราชการ ที่ตำแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติ เป็นจุดสูงสุดของชีวิตราชการ
แม้จะมีคำอธิบายจาก “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่าเป็นการปรับตามวงรอบของผู้บริหารระดับสูง ไม่
เกี่ยวกับแรงกดดันทางการเมือง แต่ก็ใช่ว่าการต่ออายุนางพงษ์สวาทให้ทำหน้าที่ต่ออีก จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้เสียเมื่อไหร่
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า การปรากฏชื่อ “นายกฯ สำรอง” หรือ “นายกฯ รัฐมนตรีสีน้ำเงินคนใหม่”
แต่ถ้าถามว่า ณ เวลานี้ ใครคือคนที่ได้รับเสียงเชียร์มากที่สุด และอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด
ก็ต้องตอบว่าคือ “เศรษฐพุฒิ” เพียงแต่ว่า สถานการณ์และจังหวะจะลงตัวเมื่อไหร่ก็เท่านั้น
เอาเป็นว่า ณ เวลานี้ ได้เวลานับถอยหลังรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะสัญญาณถูกส่งออกมาแล้ว และเป็นสิ่งที่เตือนให้ตัวนายอนุทินเองที่เคยลำพองว่าตนเองมี “แบ็คดี” คงต้องกลับไปนอนเอามือก่ายหน้าผากกันบ้าง ไม่มากก็น้อย.