xs
xsm
sm
md
lg

RS ยุคปั้นนักร้อง AI ปัง หรือ พังพินาศ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จากอดีตค่ายเพลงยักษ์ใหญ่คู่แข่งตลอดกาลของแกรมมี่ฯ ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์และโมเมนต์ความทรงจำผ่านเสียงเพลงให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้ RS Music กำลังเผชิญกับมรสุมคำวิจารณ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ค่าย หลังจากประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แบรนด์ RS Music X ด้วยการเปิดตัว 6 ศิลปิน AI รุ่นแรกอย่าง ทามินทร์ (Tamin), จอย จอย (Joy Joy), อะริน (Aryn), นัวร์ (Noir), สเตลล่า (Stella) และลูน่า (Luna)

แทนที่จะได้รับความชื่นชมในฐานะ “ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี” ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อเพลงเปิดตัวแรกอย่าง “เก็บตะวัน” เวอร์ชัน AI ของ ทามินทร์ ถูกสังคมจวกยับว่า “กระจอก-ห่วย-ไร้ศิลปะ” จนเกิดคำถามตัวโตๆ ว่า อาร์เอสกำลังเอาสมบัติล้ำค่ามาผลาญทำลาย หรือคิดง่ายเกินไปจนยอมแลกศรัทธากับการลดต้นทุน?

ยุคตกต่ำและวิกฤตหุ้นตกเป็นประวัติการณ์
หลังจากที่อาร์เอสหันไปลุยทีวีดิจิทัล (ช่อง 8) และปรับโมเดลธุรกิจเป็นขายของเต็มตัว แม้ช่วงแรกจะทำกำไรได้ดี แต่ในระยะหลัง โดยเฉพาะช่วงปี 2025 ถึงกลางปี 2026 อาร์เอสเจอมรสุมหนักมาก หุ้นดิ่งเหวรุนแรงจนติด Floor และเพิ่งโดนตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย CB (Caution) ไปเนื่องจากปัญหาขาดสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินหลักร้อยล้าน เรียกว่าอยู่ในสภาวะ “ย่อยยับ” เชิงตัวเลขและศรัทธาของนักลงทุน

การส่งไม้ต่อให้ “รุ่นลูก” และดีลลิขสิทธิ์
การส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นลูกเข้ามากุมบังเหียนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อกู้สถานการณ์ ควบคู่ไปกับการที่อาร์เอสต้องหาเงินสดเข้ามาหมุนเวียนด่วน จึงเป็นที่มาของการตัดใจขายหุ้น/จับมือกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับสากล (ซึ่งปัจจุบันในพาร์ตลิขสิทธิ์เพลงคลังใหญ่ อาร์เอสได้ปิดดีลร่วมทุนมูลค่ากว่า 600 ล้านบาทกับทาง Universal Music Group หรือ UMG ไปเพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินเก่า)

“ไม่มีอะไรจะเสีย” จึงเอาของเก่ามาขายให้ล้ำ...แต่ทำไม่ถึง
เมื่อแผลธุรกิจฝั่งพาณิชย์และทีวีเริ่มพังพินาศ ตัวเลขติดลบ และผู้บริหารต้องหาทางรอด ประกอบกับ “กระแสเรียกร้องและโหยหาอดีต” จากแฟนเพลงยุค 90s-2000s ที่อยากเห็นอาร์เอสกลับมาทำเพลง ค่ายเลยเกิดไอเดียทดลองตลาดนี้ขึ้นมา โดยนำคลังเพลงเดิมที่มีอยู่มาแปลงโฉมด้วยเทคโนโลยี AI ในนามแบรนด์ RS Music X ไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลจ้างครูเทรน ปั้นเด็กใหม่ หรือจ่ายค่าโปรดักชันแพงๆ

เจตนาคืออยากล้ำ แต่ผลลัพธ์คือ “ทำไม่ถึง” มันกลายเป็นการเพลย์เซฟที่มักง่ายเกินไป งานที่ออกมาเลยขาดความประณีต ไร้จิตวิญญาณ และกลายเป็นเหมือนการ “เอาสมบัติเก่ามาทุบขายทิ้ง” จนคนฟังแอนตี้อย่างที่เห็น นี่หรือเพลงจากค่ายยักษ์?

ตัดภาพไปที่ตลาดโลก เพลง AI ในปี 2026 ไปไกลถึงขั้นขึ้นชาร์ตอันดับ 1
ในขณะที่โปรเจกต์ AI ของอาร์เอสถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ทว่าในเวทีระดับสากล ณ ปัจจุบัน (ปี 2026) วงการเพลง AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ “เพลงทดลอง” ไปสู่การแข่งขันกับศิลปินตัวจริงได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามบนโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง อาทิ

“Celebrate Me” – IngaRose ถือเป็นเพลง AI ที่ประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลมากที่สุดในช่วงนี้ ด้วยแนวเพลง R&B / Soul ที่มีเนื้อหาให้กำลังใจและรักตัวเอง จนกลายเป็นไวรัลสะท้อนความรู้สึกของผู้คนบน TikTok และโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เพลงนี้ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต iTunes ทั้งในสหรัฐฯ และชาร์ตโลก ได้สำเร็จ

“Papaoutai (Afro Soul)” – mikeeysmind & Chill77 การนำเพลงฮิตระดับตำนานของ Stromae มาดัดแปลงเป็นเวอร์ชัน AI ในสไตล์ Afro Soul จนกลายเป็นไวรัลฮิตทั่ว TikTok และ Spotify กวาดยอดสตรีมไปหลายล้านครั้ง แม้จะหนีไม่พ้นข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรมในการใช้ AI สร้างเสียงร้องก็ตาม

“I Run” – HAVEN อีกหนึ่งเพลง AI ที่โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนราคาแพง เพราะในช่วงแรกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าใช้ AI เลียนเสียงนักร้องโดยไม่ได้รับอนุญาต จนในที่สุดต้องมีการแก้ไขโดยให้นักร้องตัวจริงเข้ามาอัดเสียงใหม่เพื่อความถูกต้อง

สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดโลกพิสูจน์ให้เห็นว่า ดนตรี AI สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเข้าถึงผู้ฟังหมู่มากได้จริงหากผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ และมีระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, YouTube Shorts หรือ Instagram Reels คอยช่วยกระจายผลงาน แต่สิ่งที่วงการเพลงทั่วโลกยังคงถกเถียงกันไม่จบ คือเรื่องของ ลิขสิทธิ์ ความโปร่งใส และผลกระทบต่อศิลปินที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ RS กำลังเผชิญ

เปิดงบประมาณ “ศิลปิน AI” ของ RS ประหยัดจริง?
เมื่อหันกลับมามองที่อาร์เอส หลายคนมองว่าค่ายเลือกเดินเกมนี้เพราะ “ไม่อยากลงทุนกับมนุษย์แล้ว” ซึ่งหากกางตัวเลขดูในระยะสั้น การใช้ AI ดูเหมือนจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล

รายจ่ายที่ลดลงทันตาเห็น คือค่ายไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งค่าตัวให้ศิลปิน, ไม่มีค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าวินัย, ค่าดูแลภาพลักษณ์, และที่สำคัญคือ AI ไม่มีวันเหนื่อย ป่วย หรือสร้างข่าวฉาว ที่จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์

แต่รายจ่ายแฝงที่งอกเงย การทำศิลปิน AI ให้รอดและมีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ไม่ใช่แค่การกดปุ่มสั่งงานฟรี แต่อาร์เอสต้องลงทุนกับระบบหลังบ้านที่สูงลิ่ว

สิ่งที่ RS กำลังจ่ายไม่ใช่ “ค่าตัวนักร้อง” แต่เปลี่ยนไปจ่าย “ค่าวินิจฉัยและพัฒนาเทคโนโลยี” ซึ่งจากผลงานเพลงเก็บตะวันเวอร์ชันล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า เงินที่ลงทุนไปกับเทคโนโลยีนั้นยังไม่ถึงขั้น งานจึงออกมาห่างไกลจากเพลง AI ระดับโลก และถูกมองว่าทำขึ้นมาแบบง่ายๆ เกินไป

ความพังพินาศในระยะยาว
การฝืนดันโปรเจกต์ AI ที่ยังไม่พร้อมออกสู่ตลาด นอกจากจะทำลายสถิติยอดวิว (ที่ปัจจุบันก็น้อยนิดอยู่แล้ว) มันยังสร้างเอฟเฟกต์เชิงลบสะท้อนกลับมาสู่ค่ายอย่างรุนแรงใน 3 มิติ

1. การทำลาย “คลังทรัพย์สินทางปัญญา” ของตัวเอง
เพลงเก่าของอาร์เอสคือ “กล่องความทรงจำ” ที่ทรงคุณค่าและทำเงินได้ตลอดเวลาผ่านการขายลิขสิทธิ์หรือการนำมา Re-arrange ใหม่โดยศิลปินที่มีฝีมือ แต่การเอาเพลงระดับตำนานมาป้อนให้ AI ร้องด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ คือการ ลดทอนคุณค่าความคลาสสิก ผลลัพธ์คือเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ฟัง ส่วนคนที่เติบโตมากับความไพเราะของเพลงเหล่านี้ยิ่งรับไม่ได้ ค่ายกำลังเสียฐานผู้ฟังไปทั้งสองเจนเนอเรชัน

2. ปิดประตูทำเงินจาก “Fandom Economy”
รายได้หลักของค่ายเพลงในยุคปัจจุบันไม่ได้มาจากยอดสตรีมมิ่ง แต่มาจาก Concert, Merchandise, Fan Meeting และ พรีเซ็นเตอร์สินค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วย “ความรักที่แฟนคลับมีต่อตัวตนของศิลปิน”

เมื่อศิลปินไม่มีตัวตนอยู่จริง ไม่สามารถปฏิสัมพันธ์สดๆ หรือแสดงสดบนเวทีให้คนกรี๊ดได้ แผนการทำเงินระยะยาวที่ RS วาดไว้จึงแทบจะ “พังพินาศ” ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะยากที่ผู้ฟังจะยอมควักเงินจ่ายเพื่อไปดูหน้าจอคอมพิวเตอร์

3. วิกฤตศรัทธาและความเหลื่อมล้ำในวงการเพลง
ในขณะที่ประเทศเต็มไปด้วยเด็กรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ มีคนจริงๆ ที่ฝันอยากจะเป็นนักร้องและพร้อมจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอีกตั้งมากมาย การที่ค่ายใหญ่อย่าง RS เลือกหันหลังให้มนุษย์แล้วเลือกใช้ทางลัดด้วย AI ส่งสัญญาณที่ย่ำแย่ต่ออุตสาหกรรม T-POP และทำให้ภาพลักษณ์ของอาร์เอสถูกมองว่าขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและศิลปะ

สงครามเทคโนโลยีดนตรีในปี 2026 ได้พิสูจน์แล้วว่า “เพลง AI สามารถดังและทำเงินได้จริง” หากมันถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีต มีชั้นเชิง และมีคุณค่าทางศิลปะมากพอที่จะจับใจคนฟังแบบที่เพลงอย่าง “Celebrate Me” ทำได้

การเปิดตัว “ทามินทร์” กับเพลงเก็บตะวัน อาจจะเป็นการ “โยนหินถามทาง” ที่ก้าวพลาดอย่างรุนแรง แต่ตามแผนของ RS Music X ยังเหลือศิลปิน AI อีก 5 คน ก็ต้องรอดูว่าทีมบริหารจะใช้บทเรียนความพังพินาศในซิงเกิลแรกนี้ไปแก้เกมอย่างไร?

แต่หากอาร์เอสยังไม่ยอมแก้เกม และดันทุรังส่งอีก 5 ศิลปินที่เหลือออกมา อาจกลายเป็นการฝังกลบ “เกียรติภูมิ” ที่สะสมมาหลายสิบปีให้พังพินาศลงด้วยน้ำมือของเทคโนโลยีที่ตัวเองยังใช้มันได้ไม่ดีพอ!