นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เดินหน้าความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นและองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำและการปนเปื้อนของโลหะหนักข้ามพรมแดน โดยมุ่งเชื่อมประสานความร่วมมือระหว่างไทย เมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การติดตามตรวจสอบ และการจัดการคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในระยะสั้น และวางรากฐานการบริหารจัดการร่วมกันในระยะยาว
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ประจำประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ได้เข้าหารือกับ คพ. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแหล่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้น้ำได้อย่างปลอดภัย พร้อมผลักดันการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการติดตามคุณภาพน้ำระหว่างไทย เมียนมา และ สปป.ลาว
ความร่วมมือระยะแรก คพ. และ UNIDO จะร่วมจัดทำแผนบริหารจัดการสารหนูแบบบูรณาการ สนับสนุนชุดทดสอบคุณภาพน้ำ (Test Kits) พร้อมฝึกอบรมการใช้งานให้กับหน่วยงานและชุมชน เพื่อเสริมสร้างระบบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำโดยชุมชน รวมทั้งติดตั้งระบบกรองกำจัดสารหนูสำหรับน้ำประปาหมู่บ้าน โดยมีกำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ระหว่างวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 เพื่อหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน คพ.ยังได้ร่วมกับ JICA จัดทำข้อเสนอโครงการ Third Country Training Program (TCTP) เพื่อยกระดับศักยภาพการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำข้ามพรมแดนของเจ้าหน้าที่จากเมียนมา ไทย และ สปป.ลาว อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและระบบเฝ้าระวังร่วมในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่เข้มแข็งและยั่งยืน
นอกจากนี้ คพ.และ UNIDO ยังได้หารือแนวทางพัฒนาโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF-9) ภายใต้แนวคิดการส่งเสริมการผลิตผ้าไหมไทยปลอดสารเคมีตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตที่ปลอดสารพิษ เพื่อยกระดับการผลิตผ้าไหมไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมีอันตราย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ ดร.สุรินทร์ กล่าว