“น้ำฝน กุลณัฐ” รีบทำพินัยกรรมให้ลูก 2 คน เหตุอยากจัดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้า ห่วงหากตนและสามีเสียชีวิตลูกจะไม่มีเงินใช้-ออกจากประเทศยาก พร้อมเผยสาเหตุทะเลาะสามีฝรั่งเป็นปีๆ
ยกให้ในความเป็นคุณแม่ที่รอบคอบ วางแผนอนาคตไว้แต่เนิ่นๆ สำหรับนักแสดงชื่อดัง “น้ำฝน กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์” ที่ล่าสุดควงลูกสาว “น้องทาเรีย” วัย 9 ขวบ และ “น้องเจคอบ” วัย 2 ขวบ 10 เดือน ออกมาเผยเบื้องลึกการวางแผนครอบครัว ยอมทำพินัยกรรมล่วงหน้า เพราะห่วงอนาคตลูกหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในวันที่พ่อ-แม่จากไป เนื่องจากสามีเป็นชาวต่างชาติ พร้อมแชร์วิธีเลี้ยงลูก 2 คนในวัยที่กำลังโต ผ่านรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องวัน 31
“แตกต่างกันแน่นอนค่ะ เพราะเป็นเด็กคนละวัย และคนละเพศกัน พี่ทาเรียตอนนี้ 9 ขวบแล้ว โตเป็นเด็กผู้หญิงที่เข้าใจอะไรหมดแล้ว ส่วนเจคอบยังเป็นเบบี้ผู้ชายอยู่ วิธีการรับมือเลยไม่เหมือนกัน”
เผยสามีชอบสปอยล์ลูก เคร่งครัดเรื่องสุขภาพจนทะเลาะกันเรื่องกระทะเทฟลอนเป็นปีๆ
“แดดดี้จะค่อนข้างโอ๋ และสปอยล์เจคอบเป็นพิเศษ เวลาเจคอบอยู่กับคุณพ่อจะมีความขี้แงและอ้อนหนักมาก (เรื่องกระทะเทฟลอนที่ทะเลาะกันมาเป็นปีๆ เกิดจากอะไร?) คุณจอนนี่เป็นสายเคร่งครัดเรื่องสุขภาพ และสารเคมีมาก ขนาดยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ ยังไม่อยากให้ลูกกินง่ายๆ ถ้าไม่ป่วยหนักจริงๆ เพราะอยากให้ร่างกายสู้เอง
พอเป็นเรื่องกระทะเทฟลอน แดดดี้มองว่ามันอันตราย มีสารเคมี ถ้ากระทะมีรอยถลอกนิดเดียวคือสั่งห้ามใช้ทันที แต่ฝนมองว่ากระทะปกติล้างยาก ทอดไข่ก็ติดกระทะ ที่ผ่านมาทะเลาะกันจนต้องซื้อเปลี่ยนทิ้งไปหลายใบมาก
สรุปพบกันครึ่งทางค่ะ อาหารของลูก ห้ามใช้กระทะเทฟลอนเด็ดขาด แดดดี้ไม่อยากให้ลูกต้องกินอาหารที่ทำจากเทฟลอนทุกวัน โดยจะเปลี่ยนไปใช้กระทะเหล็กจริงๆ หรือกระทะสเตนเลสแทน ส่วนอาหารของผู้ใหญ่ใครอยากใช้กระทะแบบไหนใช้ได้ตามใจชอบ ไม่บังคับกัน เขาชอบเอาบทความให้อ่านอยู่นั่นแหละ ก็กลัวสารเคมี แล้วก็เขียงที่เป็นพลาสติกก็ห้าม ไม่ให้ใช้ ให้ใช้เป็นไม้ ให้ใช้เป็นไม้กับกระจก”
ทำพินัยกรรมแล้ว รอบคอบเพื่ออนาคตลูก
“เนื่องจากเราคิดว่าน่าจะเป็นอเมริกันหรือเปล่าไม่รู้นะ คราวนี้เขาก็เลยมีความกังวลใจว่า ถ้าสมมติว่า อะไรที่มันเกิดขึ้นกับเราตรงนี้ ลูก 2 คน จะออกจากประเทศอย่างไร มันเป็นประเด็นแรกก่อน แล้วพอหลังจากที่เราได้คุยกับทนาย เออ...มันยากนะ มันไม่ได้ง่าย เพราะการที่จะเอาเด็กใครออกนอกประเทศไม่ง่ายเลย
เขาก็เลยเริ่มมีการปรึกษา เริ่มมีการคุย กว่าจะเอาออกได้ใช้เวลา 1 ปี แบบช้า แบบช้ากลางๆ คือ 1 ปี ทีนี้ 1 ปีการที่ลูกจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย ก่อนที่จะออกไป เพราะว่าทรัพย์สินทุกอย่างที่อเมริกาเขาเยอะกว่า เขาก็เลยเริ่มมีความกังวลใจว่า แล้วอีก 1 ปีที่ลูกต้องใช้เวลาอยู่ในเมืองไทยโดยที่พ่อแม่ไม่อยู่ จะทำอย่างไรก็เลยเกิดประเด็นของการที่ว่าจะเอาใครมาดู
ก็ต้องทางฝั่งโน้น ไว้ใจได้ที่เอามาดู เพื่อที่จะให้มั่นใจว่า ลูกจะได้เรียนโรงเรียนเดิม อยู่บ้านเดิม มีคนดูแล มีเงินใช้ แล้วก็สื่อสารกับญาติเขาที่เมืองนอกได้ แล้วในวันที่ส่งกลับไปใครจะพาไปส่งจนถึงบ้านญาติ
แล้วมันทำให้รู้เยอะไปถึงขนาดที่ว่า ถ้าสมมติว่าพ่อแม่เสียนะคะ เงินในบัญชีทุกอย่างมันจะถูกฟรีซเลย แล้วกว่าที่จะเอาเงินออกจากบัญชีได้คือ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งนั่นแปลว่า ถ้าเกิดเราไม่ได้มีญาติที่มีตังค์ แล้วเอาเงินตรงไหนมาซัปพอร์ต อันนี้คือไม่ต้องพูดถึงครอบครัวฝรั่ง พูดถึงครอบครัวไทยก็ตาม แล้วเด็กจะอยู่อย่างไร”