ผู้ค้าเหล็กแนะใช้มาตรฐาน มอก.
ควบคุมการผลิต
หวั่นต้นทุนพุ่งบานปลาย
กลุ่มผู้ประกอบการค้าเหล็กแสดงความกังวลต่อแนวทางการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่อาจจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์จากกระบวนการหลอมแบบ Induction Furnace (IF) โดยเห็นว่าหากผลิตภัณฑ์ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) แล้ว ไม่ควรจำกัดการใช้งานจากประเภทของกระบวนการผลิตเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
นายประชา กุศลานุคุณ เจ้าของบริษัท ปณคุณสตีล เอ็นเตอร์ ไพพ์ จำกัด และสมาชิกกลุ่มผู้ค้าเหล็ก กล่าวว่า ผู้ประกอบการค้าเหล็กมีบทบาทเป็นตัวกลางในการจัดหาสินค้าจากผู้ผลิตทั้งเตาหลอมไฟฟ้าแบบ Electric Arc Furnace (EF) และเตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) โดยยึดหลักสำคัญว่าผลิตภัณฑ์ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย จึงให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากกว่าประเภทของกระบวนการผลิต
ผู้ค้าเหล็กทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาสินค้าจากผู้ผลิต ทั้งผลิตจากเตา EF และเตา IF โดยยึดหลักสำคัญคือ ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านมาตรฐาน มอก. และเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย ผู้ค้าจึงให้ความสำคัญกับ คุณภาพของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป มากกว่าประเภทของกระบวนการผลิต
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การมีผู้ผลิตจากหลากหลายกระบวนการช่วยให้ตลาดมีการแข่งขันที่เหมาะสม ผู้ค้าสามารถจัดหาสินค้าได้ครบทุกขนาดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านราคา ปริมาณ และระยะเวลาส่งมอบ หากมีการจำกัดให้สามารถใช้เฉพาะเหล็กจากเตา EF จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าเหล็กอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแหล่งจัดหาสินค้าจะลดลง การแข่งขันในตลาดจะน้อยลง และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการกระจุกตัวของตลาดหรือการผูกขาดโดยผู้ผลิตบางกลุ่ม ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าขาดอำนาจในการต่อรอง และท้ายที่สุดผู้บริโภคอาจเป็นผู้รับภาระจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ จากประสบการณ์ของผู้ประกอบการค้าเหล็ก พบว่าในหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา การจัดหาสินค้าจากผู้ผลิต EF เพียงอย่างเดียวไม่สามารถผลิตสินค้าครบไซส์ให้กับลูกค้าได้ครบถ้วน ทั้งในด้านความพร้อมของสินค้า ทำให้การก่อสร้างล่าช้าเหตุเพราะมีเหล็กไม่ครบไซส์และราคาจะสูงขึ้นรวมถึงปัญหามีเงินแต่ก็หาซื้อของไม่ได้
นายประชา ย้ำว่า จากประสบการณ์จำหน่ายเหล็กมากกว่า30ปีที่ผ่านมา ขายเหล็กทุกชนิดผู้จำหน่ายและผู้บริโภคและผู้ออกแบบรู้ว่าการใช้งานอย่างเหมาะสมของชนิดเหล็ก เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดแข่งขันแบบสมบูรณ์ การที่ตลาดแบบสมบูรณ์ต้องมีสินค้าหลากหลายชนิดให้ผู้บริโภคเลือกสรรใช่ใช่สินค้ามีน้อยรายหรือน้อยชนิดจะเป็นตลาดการแข่งขันแบบสมบูรณ์ไม่ได้ หากตัดแหล่งผลิตจาก IF ออกไป ความเสี่ยงด้านตลาดผูกขาด สินค้าขาดแคลนและการส่งมอบล่าช้า สินค้าไม่ครบ ราคาสูงขึ้นโดยใช่เหตุ แม้จะมีผู้ประกอบการบางราย บอกว่าสินค้าจะไม่ขาดตลาด แต่คำถามที่สำคัญคือ ใครเป็นผู้รับประกัน และ ใช้ข้อมูลใดเป็นหลักฐานอ้างอิง เพราะไม่มีผู้ใดสามารถ รับประกันสภาวะตลาดในอนาคตได้ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น
ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบการค้าเหล็กเห็นว่า ผู้บริโภคควรมีสิทธิ์เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานเดียวกัน โดยพิจารณาจากคุณภาพ ราคา ความพร้อมของสินค้า และความเหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ใช่ถูกจำกัดทางเลือกจากประเภทของเตาหลอมเพียงอย่างเดียว หากผลิตภัณฑ์ทุกชนิดผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองตามมาตรฐาน มอก. ในระดับเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้จึงขอสนับสนุนให้การกำหนดมาตรฐานตั้งอยู่บนหลักวิชาการและผลการทดสอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พร้อมทั้งคำนึงถึงผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน สิทธิของผู้บริโภค และความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อให้ตลาดเหล็กไทยยังคงมีการแข่งขันที่เป็นธรรม มีสินค้าที่เพียงพอต่อความต้องการ และผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด