รอยเตอร์แพร่รายงาน แก๊งชาวจีนตั้งศูนย์สแกมเมอร์-ค้ามนุษย์ในโอร์เสม็ด ตรงข้ามช่องจอมของไทย โดยเช่าพื้นที่บางส่วนของกาสิโนรอยัลฮิลล์ อาณาจักรธุรกิจของ “ออกญาลิมเฮง” มหาเศรษฐีกัมพูชา ในอัตราค่าเช่าที่สูงกว่าปกตินับสิบเท่า
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมาสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยแพร่รายงานข่าวเชิงสืบสวน ชี้ว่า อาณาจักรธุรกิจกาสิโนของมหาเศรษฐีกัมพูชาผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่ง เป็นผู้ให้เช่าพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ (Scam Center) และค้ามนุษย์ขนาดใหญ่
สัญญาเช่าลงวันที่เดือนมีนาคม 2567 ซึ่งรอยเตอร์ได้ตรวจสอบ พบว่า ลิมเฮง กรุ๊ป (Lim Heng Group) ของ “ออกญา ลิมเฮ็ง” นักธุรกิจกัมพูชา ได้ปล่อยเช่าอาคารหลายหลังภายในพื้นที่เดียวกับคาสิโนของบริษัท บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตรงข้ามช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ในอัตราค่าเช่าสูงกว่าราคาตลาด โดยอาคารดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นห้องที่ตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายสถานีตำรวจและสำนักงานธนาคารของหลายประเทศ เพื่อใช้เป็นฉากในการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลก
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ทหารไทย บุคคลที่เคยทำงานภายในอาคาร รวมถึงการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ถึง 2 ครั้งในปีนี้
รอยเตอร์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่าง Lim Heng Group กับอาคารที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากคาสิโน Royal Hill เพียงไม่กี่สิบเมตร
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่า Lim Heng Group มีส่วนร่วมโดยตรงกับการค้ามนุษย์หรือการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในสถานที่ดังกล่าว
ทั้งกาสิโน Royal Hill และ Lim Heng Group ไม่ได้ตอบคำถามของรอยเตอร์เกี่ยวกับกิจกรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ แม้ว่าจะมีการติดต่อทั้งทางโทรศัพท์ อีเมล และจดหมายลงทะเบียนแล้วก็ตาม
นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนในกัมพูชาระบุว่า หากการสอบสวนพบว่าเจ้าของพื้นที่รับรู้ว่าทรัพย์สินของตนถูกใช้ก่ออาชญากรรม แต่ยังปล่อยให้ดำเนินต่อไป เจ้าของพื้นที่ก็อาจถูกดำเนินคดีได้
รายงานยังระบุว่า Lim Heng Group ได้รับการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ของการค้ามนุษย์ในพื้นที่ Royal Hill ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 หลังตัวแทนบริษัทเป็นผู้ยื่นฟ้องสำนักพิมพ์กัมพูชา 2 แห่ง ซึ่งรายงานข่าวว่ามีชาวต่างชาติถูกกักขังอยู่ภายในกาสิโน
หมายเรียกของศาลในคดีดังกล่าว ลงวันที่ 16 กันยายน 2567 ระบุข้อหา "ยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ" แต่ไม่ได้ระบุว่าบริษัทคัดค้านข้อความส่วนใดของรายงานข่าว
หนึ่งในผู้บริหารสำนักข่าวที่ถูกฟ้อง ยืนยันว่ารายงานข่าวดังกล่าวถูกต้อง แต่ได้ลบบทความออกเพื่อยุติคดีตามคำแนะนำของทนายความ ขณะที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริษัทได้ถอนฟ้องแล้วหรือไม่ เนื่องจากศาลกรุงพนมเปญไม่ตอบข้อซักถามของรอยเตอร์
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ดังกล่าว เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวระหว่างเยี่ยมชมสถานที่ว่า แก๊งอาชญากรชาวจีนเป็นผู้ดำเนินการหลอกลวงภายในพื้นที่ Royal Hill แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
รายงานด้านความมั่นคงของไทย 2 ฉบับที่จัดทำในปีนี้ ยังระบุว่า ทางการไทยยืนยันแล้วว่า Lim Heng เป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว
กาสิโนโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์
รอยเตอร์ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นศูนย์กลางของโรงงานหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรชาวจีน ที่กักขังเหยื่อการค้ามนุษย์ให้ทำงานหลอกลวง ทั้งการหลอกให้รักออนไลน์ (Romance Scam) และการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
รัฐบาลสหรัฐประเมินว่า ชาวอเมริกันสูญเสียเงินจากการถูกหลอกลวงโดยเครือข่ายในภูมิภาคนี้มากถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567
เจสัน ทาวเวอร์ จากองค์กร Global Initiative against Transnational Organized Crime กล่าวว่า ผู้ดำเนินการแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจกาสิโน ซึ่งช่วยให้สามารถฟอกหรือซ่อนรายได้จากกิจกรรมผิดกฎหมายได้
ด้าน Amnesty International เคยระบุจากการสืบสวนว่า เจ้าของกาสิโนในกัมพูชาอย่างน้อย 12 แห่ง มีบทบาทควบคุมศูนย์หลอกลวงออนไลน์ แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันโดยหน่วยงานอิสระ
โสพัล เอียร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองกัมพูชา กล่าวว่า กาสิโนหลายแห่งในกัมพูชาอยู่ภายใต้การควบคุมของนักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจทางการเมือง
สำหรับ ลิม เฮง เขาเคยปรากฏตัวในงานสังคมร่วมกับนายทหารระดับสูงหลายคน ได้รับบรรดาศักดิ์(ออกญา)จากราชสำนักกัมพูชาเทียบเท่าตำแหน่ง "ดยุก" และเมื่อปีที่ผ่านมา ยังบริจาคเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่กองทัพกัมพูชา ตามข้อมูลของสมาคมธุรกิจที่เขาเป็นสมาชิก
แม้รัฐบาลกัมพูชาจะประกาศเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ยังคงเรียก Royal Hill ว่าเป็นเพียง "โรงแรม" แม้ว่าสื่อทั่วโลกจะเผยแพร่ภาพห้องที่ดัดแปลงปลอมเป็นสถานีตำรวจและธนาคารภายในพื้นที่แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ กัมพูชาได้ส่งตัว เฉิน จื้อ (Chen Zhi) เจ้าของกาสิโนและผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีคอลเซ็นเตอร์กลับไปดำเนินคดีที่จีน และออกกฎหมายใหม่เพื่อจัดการกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์โดยตรง
ค่าเช่าสูงผิดปกติ
กาสิโน Royal Hill เป็นอาคารสไตล์นีโอคลาสสิก ตั้งอยู่ห่างชายแดนไทยเพียงไม่กี่เมตร และติดกับอาคาร 2 หลังที่พบหลักฐานการดำเนินงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่า อย่างน้อย 4 อาคารภายในพื้นที่ที่ล้อมรั้วลวดหนาม ถูกใช้ในการก่ออาชญากรรม
รอยเตอร์ได้ตรวจสอบสัญญาเช่าระหว่าง Royal Hill กับชายชาวจีนรายหนึ่ง ซึ่งเช่าอาคาร 3 หลังเป็นเวลา 2 ปี ในราคา 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน โดยลงนามร่วมกับ เส็ง จันทธี (Seng Chanthy) พนักงานของ Royal Hill ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ไม่เปิดเผยชื่อผู้เช่า เนื่องจากไม่สามารถยืนยันตัวตนและบทบาทของเขาในเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างอิสระ
นักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์มองว่า ค่าเช่าดังกล่าวสูงผิดปกติ เพราะอาคารขนาดใกล้เคียงกันในย่านหรูของกรุงพนมเปญ มีการประกาศให้เช่าเพียง 25,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
รอยเตอร์ได้เข้าเยี่ยมพื้นที่ดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ตามคำเชิญของกองทัพไทย ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่หลังจากโจมตี Royal Hill ระหว่างเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ฝ่ายไทยระบุว่า โจมตีคาสิโนแห่งนี้ เพราะได้รับรายงานว่ากองกำลังกัมพูชาใช้พื้นที่กาสิโนเป็นฐานปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรนและพลซุ่มยิง ขณะที่นาย เนต เพียกตรา (Neth Pheaktra) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูลข่าวสารกัมพูชา ปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าไทยโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน
ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุในรายงานการค้ามนุษย์ปี 2567 ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ของกัมพูชายังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย เพราะชนชั้นนำของประเทศเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ก่ออาชญากรรมและได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน
ศาสตราจารย์โสพัล เอียร์ กล่าวว่า ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีทั้งพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และการคุ้มครองจากผู้มีอำนาจ จึงจะสามารถดำเนินงานได้ในระดับอุตสาหกรรม
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไทยประเมินว่า พื้นที่ล้อมรั้วของ Royal Hill เคยรองรับคนได้ราว 3,000 คน และเป็นส่วนหนึ่งของ "อุทยานคอลเซ็นเตอร์" ขนาดประมาณ 200 เอเคอร์
หนึ่งในผู้เสียหายคือ พรเพ็ญ หญิงชาวไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่า ถูกหลอกผ่านประกาศรับสมัครงานผู้ดูแลเว็บไซต์บนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2565 แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับถูกบังคับให้ร่วมขบวนการแอบอ้างเป็นตำรวจเพื่อหลอกลวงเหยื่อ ก่อนจะหลบหนีออกมาได้
เธอเล่าว่า คนงานถูกเฝ้าควบคุมโดยยามที่ถือกระบอง และผู้ที่ทำยอดหลอกลวงไม่ถึงเป้าจะถูกลงโทษ
โฆษกของ Meta บริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ระบุว่า บริษัทได้พัฒนาระบบแจ้งเตือนผู้ใช้ที่ค้นหาคำค้นซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประกาศรับสมัครงานหลอกลวง
รอยเตอร์ยังตรวจสอบคำให้การของพรเพ็ญกับผู้เสียหายอีกราย รวมถึงข้อมูลจากตำรวจไทย ซึ่งยืนยันว่าเธอเป็นพยานในคดีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
ต่อมาศาลไทยได้พิพากษาจำคุกคนไทยรายหนึ่งเป็นเวลา 5 ปี หลังถูกตัดสินว่าทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ระดับล่างที่ Royal Hill โดยสมัครใจ แม้คำพิพากษาจะไม่ได้ระบุว่าเขาทำงานให้กับใครหรือมีทนายความคนใดเป็นผู้ว่าความก็ตาม