เอพี/เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ – กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดปฏิบัติการโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ โดรน และฐานของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นครั้งแรก เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ขณะที่การยกระดับสงครามเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสวิพากษ์นโยบายของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่สั่งตรวจระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของกำลังพล เพื่อยกระดับสมรรถนะการรบ พร้อมเสนอบำบัดโฮโมนหากเจอต่ำกว่ามาตรฐาน
สำนักข่าวเอพีรายงานวันนี้ (19 ก.ค.) ว่า กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงเปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน โดยมุ่งทำลายระบบเฝ้าตรวจจับตามแนวชายฝั่ง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ศักยภาพด้านการรบทางทะเล คลังอาวุธขีปนาวุธ และคลังโดรน
CENTCOM ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีฐานของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) โดยตรง ซึ่งถือเป็นกำลังหลักด้านยุทธศาสตร์ของอิหร่าน
ภาพที่กองทัพสหรัฐฯ เผยแพร่แสดงให้เห็นการโจมตีจากทั้งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กที่ยิงจากเรือรบในทะเล โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญเป็นฐานที่ตั้งอยู่ในหุบเขาและพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งฐานยิงขีปนาวุธของ IRGC
การโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้เหตุที่อิหร่านยิงโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศจอร์แดน ส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย สูญหาย 1 นาย และบาดเจ็บอีก 4 นาย ตามแถลงการณ์ของกองทัพสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน คูเวตและบาห์เรนได้เปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือความเป็นไปได้ที่จะถูกอิหร่านตอบโต้เพิ่มเติม
ข้อมูลจากกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น สหรัฐฯ สูญเสียกำลังพลแล้ว 16 นาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 430 นาย
ด้านเจ้าหน้าที่อิหร่านเปิดเผยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ว่า การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 500 คน
ในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ได้รับความสนใจไม่แพ้สถานการณ์ในสนามรบ หลังนายพีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีคำสั่งให้กำลังพลเข้ารับการตรวจระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน โดยเฉพาะทหารอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งจะบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปี
ก่อนหน้านี้ บีบีซีรายงานว่า นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน โดยผู้ที่ตรวจพบว่ามีระดับฮอร์โมนต่ำจะได้รับการเสนอให้เข้ารับการบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน
ในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ภายใต้หัวข้อ "High T Department" หรือ "กระทรวงเทสโทสเตอโรนสูง" นายเฮกเซธกล่าวว่า การตรวจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่ากำลังพลมีระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติภารกิจรบอย่างเต็มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยนางแทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เชื้อสายไทย และอดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรัก ซึ่งสูญเสียขาทั้งสองข้างจากเหตุเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กตก เรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมขยายการตรวจภาวะพร่องฮอร์โมนในกำลังพลหญิงด้วย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม
แนวคิดการยกระดับสมรรถนะของกำลังพลให้มีขีดความสามารถเหนือมนุษย์ หรือ "ซูเปอร์โซลเยอร์" ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถูกพูดถึงในรัสเซียเช่นกัน
ข้อมูลที่อ้างอิงจากระบบ AI ของกูเกิลระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เคยกล่าวเมื่อปี 2560 ว่า เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมในมนุษย์อาจนำไปสู่การสร้าง "ซูเปอร์โซลเยอร์" ที่สามารถต่อสู้ได้โดยปราศจากความหวาดกลัว ความเจ็บปวด หรือความรู้สึกผิด พร้อมเตือนว่าศักยภาพดังกล่าวอาจเป็นภัยร้ายแรงยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์
ปัจจุบัน รัสเซียมีโครงการด้านพันธุวิศวกรรมมูลค่าราว 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อศึกษาการพัฒนายีนที่เกี่ยวข้องกับการชะลอความชราและยืดอายุขัยของมนุษย์ ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ก็มีโครงการวิจัย "Smart-RBC" หรือเซลล์เม็ดเลือดแดงอัจฉริยะ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังพลให้สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและมีความเสี่ยงสูงได้ดียิ่งขึ้น.