'ศาล-อัยการ-ตำรวจ'
เปลี่ยนผู้นำพร้อมกัน
ก้าวต่อไปที่สังคมจับตา
ช่วงครึ่งของปี 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญ เนื่องจากเมื่อองค์กรหลักด้านกระบวนการยุติธรรมหลายแห่งกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด และศาลยุติธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามวาระเกษียณอายุราชการ แต่เป็นจังหวะสำคัญที่องค์กรหลักในกระบวนการยุติธรรมจะได้ผู้บริหารชุดใหม่เข้ามากำหนดทิศทาง นโยบาย และแนวทางการบริหารในยุคที่สังคมมีความคาดหวังต่อความโปร่งใส ความรวดเร็ว และความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมมากขึ้น
เริ่มที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่อยู่ท่ามกลางความสนใจมากที่สุด โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทำให้การคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่กลายเป็นประเด็นสำคัญของวงการสีกากี ตามกระบวนการแต่งตั้ง จะมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาชื่อผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ตร. คนใหม่ โดยนายกรัฐมนตรีจะเสนอชื่อเข้าสู่ที่ประชุมตามขั้นตอนของกฎหมายตำรวจแห่งชาติ
สำหรับรายชื่อผู้ที่ถูกจับตามองในฐานะแคนดิเดต ผบ.ตร. คนใหม่ ประกอบด้วย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา และ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ซึ่งแต่ละคนล้วนมีประสบการณ์บริหารในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและมีบทบาทสำคัญในภารกิจด้านความมั่นคง
ต่อด้วย สำนักงานอัยการสูงสุดก็เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ภายหลังนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน จะพ้นจากตำแหน่ง โดยที่คณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีมติแต่งตั้งนายโกวิท ศรีไพโรจน์ รองอัยการสูงสุด ขึ้นดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 21 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติโดยวุฒิสภา ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอน ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามกระบวนการที่กำหนด และไม่น่าจะมีการพลิกโผในที่ประชุมวุฒิสภา
การได้เป็นว่าที่อัยการสูงสุดคนใหม่ของนายโกวิท ถือว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประมาณ 2 ปี แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมาที่่อัยการสูงสุดหลายคนมีวาระการดำรงตำแหน่งค่อนข้างสั้นจากข้อจำกัดด้านอายุราชการ ส่งผลให้ผู้บริหารคนใหม่มีโอกาสวางแนวทางการบริหารองค์กรได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ นายโกวิทมีประสบการณ์ในสายงานอัยการมายาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น อธิบดีอัยการสำนักงานปราบปรามการทุจริต ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและเจ้าหน้าที่รัฐ
'ศาลยุติธรรม' เป็นอีกองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุที่นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา จะพ้นจากตำแหน่ง เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนที่ 52 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
นายวีระพงศ์มีประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญของฝ่ายตุลาการหลายด้าน ทั้งผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ทำให้เป็นผู้บริหารที่มีความเข้าใจทั้งด้านงานคดีและการบริหารองค์กรศาล
เมื่อมองภาพรวม การเปลี่ยนผ่านของทั้งสามองค์กรในช่วงเวลาเดียวกัน จึงถือเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะผู้นำชุดใหม่จะต้องเข้ามารับมือกับโจทย์สำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน การยกระดับมาตรฐานการทำงาน ไปจนถึงการปรับองค์กรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ต้องพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็ง โปร่งใส และได้รับการยอมรับจากสังคมมากขึ้นเพียงใด เพื่อให้ประชาชนกลับมาศรัทธาต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง