ปฏิรูประบบบริวาร 'สส.-สว.'
สร้างรูปแบบคัดกรองคนทำงาน
ทลายวัฒนธรรมต่างตอบแทน
การยกเลิกระเบียบปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วยส.ส. ผู้ช่วยส.ว. และบุคลากรสนับสนุนงานรัฐสภา กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่กำลังเป็นวิจารณ์ในหลายแง่มุมพอสมควร โดยเฉพาะความเหมาะสมของการให้มีตำแหน่งดังกล่าวท่ามกลางภาระในทางงบประมาณของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีคำตอบในลักษณะฟันธงว่า ฝ่ายหนึ่งถูกหรืออีกฝ่ายหนึ่งผิด หากมองในมิติของการบริหารประเทศ รัฐสภาย่อมมีเหตุผลในการทบทวนรายจ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีข้อจำกัด ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และทุกการใช้งบประมาณของรัฐต้องสามารถอธิบายต่อสังคมได้อย่างโปร่งใส
แต่อีกด้านหนึ่งตำแหน่ง ผู้ช่วย สส. และ สว. ก็เป็นกลไกสำคัญที่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทางการเมือง เพราะคนกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนงานนิติบัญญัติ ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา ศึกษากฎหมาย จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ไปจนถึงการลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้ระบบตัวแทนประชาชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น กรณีการออกระเบียบยกเลิกการปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.-สว. จึงไม่ควรถูกตีความเพียงว่าเป็นการเบรกขึ้นเงินเดือน แต่ควรถูกมองเป็นจังหวะสำคัญในการทบทวนโครงสร้างระบบผู้ช่วยรัฐสภาทั้งหมด ตั้งแต่จำนวนตำแหน่ง ภาระงาน ค่าตอบแทน ไปจนถึงหลักประกันในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการในการคัดกรองคนเข้ามาทำงานในตำแหน่งเหล่านี้ ซึ่งด้านหนึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคนแวดล้อมส.ส.และส.ว.ส่วนหนึ่งก็เป็นลักษณะของการต่างตอบแทนให้แก่หัวคะแนนในพื้นที่ หากจะแก้ไขก็ควรมองทั้งระบบเป็นสำคัญ
ปัจจุบันผู้ช่วย สส. และ สว. มีอัตราค่าตอบแทนที่กำหนดมาตั้งแต่ปี 2555 โดยผู้เชี่ยวชาญประจำตัวได้รับประมาณ 24,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ชำนาญการและผู้ช่วยดำเนินงานได้รับประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนมานานกว่า 14 ปี ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ข้อเสนอของฝ่ายที่ต้องการให้ทบทวนการยกเลิกการปรับเพิ่มค่าตอบแทน จึงมีเหตุผลรองรับว่า ภาระงานของผู้ช่วยในปัจจุบันไม่ได้ลดลง แต่กลับมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการติดตามนโยบายรัฐ การศึกษาข้อมูลประกอบการอภิปราย การสื่อสารกับประชาชน และการทำงานในพื้นที่ ซึ่งหลายกรณีต้องทำงานต่อเนื่องนอกเวลาราชการ
ขณะเดียวกัน ข้อกังวลของฝ่ายบริหารรัฐสภาก็เป็นประเด็นที่ต้องรับฟังเช่นกัน เพราะการปรับเพิ่มค่าตอบแทนโดยไม่มีการปฏิรูประบบควบคู่กัน อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อรัฐสภาเป็นองค์กรที่ต้องได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การใช้งบประมาณทุกส่วนจึงต้องมีเหตุผล มีมาตรฐาน และตรวจสอบได้
ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้ไม่ควรอยู่ที่การเลือกเพียง เพิ่มหรือไม่เพิ่มค่าตอบแทน แต่ควรเป็นการออกแบบระบบใหม่ที่สร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความเหมาะสม โดยเรื่องแรกที่ควรดำเนินการ คือการจัดทำมาตรฐานภาระงานของผู้ช่วยแต่ละประเภทให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ หรือผู้ช่วยดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าค่าตอบแทนที่ได้รับสัมพันธ์กับหน้าที่และผลงานจริง ไม่ใช่เป็นเพียงสิทธิประโยชน์ประจำตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ควรมีระบบประเมินผลและเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส เช่น จำนวนผู้ช่วยที่ใช้งานจริง ภารกิจที่รับผิดชอบ และผลลัพธ์ของงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคมว่าการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ควรมีการพิจารณาปรับให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและลักษณะงาน แต่สามารถดำเนินการเป็นขั้นตอน หรือกำหนดเงื่อนไขตามมาตรฐานงาน เพื่อไม่ให้เกิดภาระงบประมาณในทันที
ที่สำคัญยังมีเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ คึอ คือเรื่องหลักประกันของผู้ช่วย สส.-สว. ซึ่งเป็นปัญหาที่สะท้อนความไม่มั่นคงของแรงงานกลุ่มนี้ เพราะแม้จะทำงานสนับสนุนภารกิจสาธารณะ แต่กลับไม่มีระบบคุ้มครองในหลายด้านเหมือนแรงงานทั่วไป การพิจารณาสวัสดิการพื้นฐานจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป ไม่ใช่มองเพียงตัวเลขเงินเดือน
ท้ายที่สุด รัฐสภาที่มีคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นจากส.ส.หรือส.ว.เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทีมงานที่มีความรู้ ความสามารถ และมีแรงจูงใจในการทำงานอยู่เบื้องหลัง หากค่าตอบแทนต่ำจนไม่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพได้ ย่อมกระทบต่อคุณภาพของงานนิติบัญญัติในระยะยาว แต่ในเวลาเดียวกัน การใช้งบประมาณภาครัฐก็ต้องอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชน
ดังนั้น คำตอบที่เหมาะสมที่สุดจึงไม่ใช่การเพิ่มสิทธิประโยชน์โดยไม่มีเงื่อนไข หรือการลดค่าใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงคนทำงาน แต่ควรการสร้างระบบที่ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้