xs
xsm
sm
md
lg

ลบชื่อ 'แลนด์บริดจ์' จับตาสร้างโครงการจำแลง ลดแรงต้าน-รักษาฐานภาคใต้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ลบชื่อ 'แลนด์บริดจ์'
จับตาสร้างโครงการจำแลง
ลดแรงต้าน-รักษาฐานภาคใต้


การประกาศของรัฐบาลในทำนองว่า ไม่มีนโยบายผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว อาจดูเหมือนเป็นการปิดฉากหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่พยายามผลักดันมาตลอด แต่หากพิจารณาจากท่าทีของฝ่ายการเมืองและรายละเอียดของการดำเนินงาน จะพบว่านี่อาจเป็นเพียงการถอยในทางยุทธศาสตร์ เท่านั้น

สิ่งที่หายไปในเวลานี้ ดูจะเป็นเพียง "ชื่อแลนด์บริดจ์" และร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ขณะที่สาระสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมฝั่งอ่าวไทยกับอันดามัน ยังคงอยู่บนโต๊ะของรัฐบาล ภายใต้ชื่อเรียกและรูปแบบใหม่ที่กำลังรอการออกแบบ

การให้สัมภาษณ์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สะท้อนทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อยืนยันว่าจะไม่มีการใช้คำว่า "แลนด์บริดจ์" และจะไม่มีการผลักดัน พ.ร.บ. SEC อีกต่อไป หลังจากรัฐบาลลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับกลุ่ม SEC Watch พร้อมให้เหตุผลว่าไม่ต้องการสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังรับรู้ต้นทุนทางการเมืองของโครงการนี้มากกว่าที่ผ่านมา โดยการคัดค้านแลนด์บริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบต่อชุมชน แต่ขยายตัวไปสู่ความกังวลเรื่องสิทธิในที่ดิน วิถีชีวิตของประชาชน และความโปร่งใสของการพัฒนา จนทำให้โครงการกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง

ยิ่งเมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องอาศัยฐานเสียง
ทางการเมืองจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ การเดินหน้าผลักดันแลนด์บริดจ์ในรูปแบบเดิมจึงมีความเสี่ยงที่จะสร้างแรงเสียดทานกับประชาชนในพื้นที่ และอาจกระทบต่อฐานสนับสนุนทางการเมืองโดยตรง

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลเลือก "ลดแรงปะทะ" ด้วยการถอยออกจากกรอบเดิม โดยยังไม่ละทิ้งเป้าหมายของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย รูปแบบการเชื่อมต่อ ทั้งระบบราง ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

สอดคล้องกับการที่นายพิพัฒน์เองได้ยอมรับว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือการออกแบบแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ โดยรอผลศึกษาจากคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

นั่นหมายความว่า แม้คำว่า "แลนด์บริดจ์" จะถูกถอดออกจากพจนานุกรมของรัฐบาล แต่โครงการพัฒนาท่าเรือสองฝั่งและระบบคมนาคมเชื่อมโยงยังคงเดินหน้าผ่านกลไกใหม่ ซึ่งในทางการเมือง นี่คือความพยายามปรับ "แลนด์บริดจ์" ให้อยู่ในรูปแบบใหม่ แยกการลงทุนออกเป็นรายโครงการ เพื่อลดแรงต้านทางการเมือง แม้จะไม่ใช่อภิมหาโครงการอย่างที่เคยนำเสนอในอดีตก็ตาม

รัฐบาลกำลังพยายามลดภาพของโครงการขนาดใหญ่ที่ถูกต่อต้าน และแทนที่ด้วยการเสนอภาพการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายส่วน ซึ่งอาจได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น พร้อมลดแรงปะทะจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง จากเดิมที่สังคมมองเห็นเป็น "แลนด์บริดจ์" ขนาดใหญ่ รัฐบาลอาจเลือกแยกเป็นโครงการท่าเรือ โครงการถนน โครงการรถไฟ หรือระบบโลจิสติกส์ที่ดำเนินการแยกกัน เพื่อลดแรงต้านและเปิดทางให้สามารถผลักดันได้ง่ายขึ้น

อีกด้านหนึ่ง การตั้งคณะกรรมการศึกษาใหม่ที่มีนายเอกนิติเป็นประธาน ยังสะท้อนว่ารัฐบาลต้องการยกระดับการตัดสินใจจากกระทรวงคมนาคมไปสู่ระดับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งคณะ เพื่อให้ทุกหน่วยงานร่วมรับผิดชอบและลดแรงกดดันที่เคยตกอยู่กับกระทรวงคมนาคมเพียงฝ่ายเดียว ดังจะเห็นได้จากคำพูดของนายพิพัฒน์ที่ระบุว่า "กระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าตามแผนก็ถูกโจมตีตลอด เมื่อมีหลายหน่วยงานมาช่วย ก็จะได้หารือกัน" ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับกลไกการตัดสินใจเพื่อกระจายความรับผิดชอบ

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ จึงไม่ใช่การปิดฉากแลนด์บริดจ์ แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านในระดับเดิม ทำให้โจทย์ใหม่ของรัฐบาลไปอยู่ที่การออกแบบนโยบายอย่างไร เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาฐานเสียงทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้

ท้ายที่สุด หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนภาพจาก "เมกะโปรเจกต์ที่ประชาชนหวาดระแวง" ไปสู่ "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์พื้นที่" ก็อาจลดแรงเสียดทานทางการเมืองลงได้ แต่หากประชาชนมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อโดยที่เนื้อหายังคงเดิม ความขัดแย้งก็อาจกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ภายใต้ชื่อใหม่เท่านั้น