หนองคาย-ทางการลาวคืน 2 ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญหนีหมายจับไปซ่อนตัว ให้ทางการไทยกลับไปดำเนินคดี รายแรกเป็นสเก๊าท์หน้าสำรวจเส้นทางลำเลียงยาบ้า10 ล้านเม็ด คีตามีน 60 กิโลฯ พื้นที่สุพรรณบุรี ส่วนอีกรายระดับสั่งการเครือข่ายยาเสพติดชายแดนลำเลียงยาบ้าและไอซ์ 600 กิโลฯเข้าไทย
บ่ายวันนี้ (23 ก.ค.69) ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 1 อ.เมืองหนองคาย นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.สำนักปราบปรามยาเสพติด, นายพงศศิริ ชื่นบาน ผอ.ป.ป.ส.ภ.4, นายสุชาติ ทอนมณี ปลัดจังหวัดหนองคาย, น.ส.ชญาณิศฐ์ ภูหัตถการ ผอ.ส่วนบริการศุลกากร 1, พ.ต.อ.ประภาพ ธิติศักดิ์ รองผบก.ภ.จว.หนองคาย, พ.อ.บริสุทธิ์ สุจิพรัหม รองผบ.บก.ควบคุมที่ 2 พ.ต.ท.ธียาฌพัทย์ รังษิพราหมณกุล รองผกก.ตม.หนองคาย,พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันรับมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญจากทางการลาว จำนวน 2 ราย
โดยรายแรก เป็นชาย อายุ 34 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 2 (คีตามีน) และเป็นผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญตามโครงการประกาศสืบจับของ สำนักงาน ป.ป.ส. ประจำปี 2569 โดยผู้ต้องหารายนี้ทำหน้าที่ขับขี่รถสำรวจเส้นทางการขนลำเลียงยาบ้า 10 ล้านเม็ด คีตามีน 60 ก.ก.จากพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เข้ามากระจายต่อในพื้นที่ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ
ส่วนรายที่สอง เป็นชาย อายุ 31 ปี ชาว จ.เลย เป็นบุคคลตามหมายจับศาลจังหวัดเลย ข้อหาสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด, จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เป็นผู้สั่งการเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนไทย – ลาว ในการลำเลียงยาบ้าและไอซ์เข้าสู่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับคดีการจับกุมยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด ที่นครหลวงเวียงจันทน์เตรียมนำเข้าสู่ประเทศไทย และคดีการจับกุมไอซ์ 600 ก.ก.พร้อมหนังเสือโคร่ง 1 กระสอบ ที่ อ.เมือง จ.หนองคาย เมื่อปี 2568
ภายหลังทั้งสองคนได้หลบหนีหมายจับไปยังต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ส.จึงประสานทางการลาวทำการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยในรายแรกพบข้อมูลการเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และจากการแกะรอยรายที่สองก็ทราบว่าหลบซ่อนตัวอยู่ใน สปป.ลาว เช่นกัน จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ลาวควบคุมตัวไว้ นำสู่การส่งคืนผู้ต้องหาทั้งสองรายให้ทางการไทยกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.