รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าใช้มาตรการทางการค้ารอบใหม่ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเรียกเก็บ ภาษีนำเข้าเพิ่มเติม 12.5% กับสินค้าจากประเทศไทยและอีกหลายประเทศ ภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการห้ามและบังคับใช้การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 12.5% แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศมองว่า ผลกระทบที่แท้จริงอาจรุนแรงกว่าตัวเลขดังกล่าว เพราะจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีต้นทุนสูงขึ้น และเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ หากผู้นำเข้าหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศที่เสียภาษีต่ำกว่าหรือได้รับการยกเว้นบางรายการ
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตาที่สุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังสหรัฐฯ ตามมาด้วย ยางและผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ยางรถยนต์และถุงมือยาง รวมถึง อาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร เช่น อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้แปรรูป และอาหารสำเร็จรูป ซึ่งล้วนพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง หากต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกอาจต้องรับภาระต้นทุนเอง หรือปรับราคาสินค้าจนกระทบต่อยอดขาย
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากลูกค้าในสหรัฐฯ ปรับแผนจัดซื้อหรือย้ายคำสั่งซื้อไปยังประเทศคู่แข่งที่มีความได้เปรียบด้านภาษีมากกว่า
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตรอบนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของภาษี แต่เป็นเรื่องของ มาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับของสินค้า มาตรฐานด้านแรงงาน และความโปร่งใสของกระบวนการผลิต เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของคู่ค้าในตลาดโลก และลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้ารอบใหม่ในอนาคต
สำหรับประเทศไทย การรักษาตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จะเป็นโจทย์สำคัญของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะหากไม่สามารถปรับตัวได้ทัน การแข่งขันในตลาดโลกอาจรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อการส่งออก การลงทุน และการจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม
#NEWS1 รายงาน