ย้อนรอยคดีฮั้ว สว.
จาก “เลือกกันเอง”
สู่ “ฮั้วกันทั้งประเทศ”
“คดีฮั้ว สว.” ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และไม่ได้เริ่มในวันที่ กกต.แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หากแต่จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปตั้งแต่การออกแบบระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะปลอดจากการครอบงำของนักการเมือง แต่สุดท้ายกลับถูกตั้งคำถามว่ากลายเป็นช่องให้เกิด “การจัดตั้ง” ได้ง่ายกว่าระบบเดิม
▪️ จุดเริ่มต้นของ “สว.เลือกกันเอง”
หลังรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้วุฒิสภาชุดเปลี่ยนผ่าน 250 คนสิ้นสุดวาระ ประเทศไทยต้องเข้าสู่การเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561
หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการตัดระบบเลือกตั้งแบบประชาชนลงคะแนน แล้วเปลี่ยนเป็น “ผู้สมัครเลือกกันเอง” แบ่งผู้สมัครออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ผ่านการคัดเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
แนวคิดของผู้ออกแบบระบบคือ ลดอิทธิพลพรรคการเมือง ลดการซื้อเสียงจากประชาชน และเปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาเข้าสู่รัฐสภา
แต่ในทางปฏิบัติ นักวิชาการจำนวนมากตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ก่อนการเลือกว่า ระบบนี้มี “ต้นทุนการควบคุมต่ำ” หากมีการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมาก เพราะผู้สมัครแต่ละคนต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครคนอื่น มิใช่ลงคะแนนให้ตนเอง จึงเปิดช่องให้เกิดการนัดหมายหรือจัดสรรคะแนนล่วงหน้าได้ง่ายกว่าการเลือกตั้งทั่วไป
ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายคนเคยอภิปรายว่า ระบบดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิด “บล็อกโหวต” หรือการลงคะแนนเป็นกลุ่ม หากไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ขณะที่ภาคประชาชนอย่าง iLaw ก็เคยติดตามและตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ของกระบวนการตั้งแต่ก่อนวันลงคะแนน
▪️วันเลือก สว. ที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย
การเลือก สว.ปี 2567 ดำเนินไปเป็นลำดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จนถึงระดับประเทศ
แต่ทันทีที่ประกาศผล ก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้สมัครที่ไม่ผ่านการคัดเลือก กลุ่ม สว.สำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน ว่าพบ “ความผิดปกติ” หลายประการ เช่น
ผู้สมัครจำนวนมากไม่รู้จักกันมาก่อน แต่กลับได้รับคะแนนสอดคล้องกันอย่างผิดสังเกต บางจังหวัดมีผู้ได้รับเลือกจำนวนมากผิดจากสัดส่วนประชากร มีการกล่าวอ้างถึง “โพย” หรือรายชื่อที่ใช้เป็นแนวทางการลงคะแนน และมีข้อกล่าวหาเรื่องการจัดหาผู้สมัคร การเดินทาง และการประสานงานเป็นเครือข่าย
ข้อกล่าวหาเหล่านี้นำไปสู่การร้องเรียนต่อ กกต.จำนวนมาก แม้ในช่วงแรก กกต.ยังคงรับรองผลการเลือกตั้ง แต่ก็เริ่มทยอยเปิดการสืบสวนในหลายพื้นที่ ก่อนขยายผลเป็นการสอบสวนระดับประเทศในเวลาต่อมา
▪️ จากคำร้อง สู่ “คดีใหญ่ที่สุดของ กกต.”
เมื่อจำนวนคำร้องเพิ่มขึ้น กกต.ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมทำงาน โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน
การทำงานของคณะนี้กินเวลาหลายเดือน มีการสอบพยานจำนวนมาก ตรวจสอบเอกสาร การใช้โทรศัพท์ เส้นทางการเงิน และพยานแวดล้อม ก่อนสรุปสำนวนขนาดใหญ่กว่า 90,000 หน้า
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 มีมติว่า มีมูลเพียงพอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบด้วย สว.ที่ดำรงตำแหน่ง 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 คน ในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่สุจริต ก่อนส่งเรื่องให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณาตามขั้นตอน
▪️ ฮั้วสว. ไม่ใช่แค่คดีเลือกตั้ง
หนึ่งในผู้ติดตามคดีอย่างต่อเนื่องคือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ซึ่งระบุหลายครั้งว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบการกระทำของบุคคลบางราย แต่เป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของระบบเลือก สว.ทั้งระบบ
ยิ่งชีพ ตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการลงคะแนน การจัดตั้งเครือข่าย และเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการได้ พร้อมเข้าร่วมเวทีสาธารณะเพื่ออธิบายพยานหลักฐานและผลกระทบของคดีต่อระบบรัฐสภาไทย
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสภาและเวทีสาธารณะ โดยเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบไปถึง “ผู้บงการ” หากมีอยู่จริง ไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติ พร้อมตั้งคำถามต่อความล่าช้าของกระบวนการและนำเสนอหลักฐานที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับโพย การจัดหาผู้สมัคร และการประสานงานเป็นเครือข่าย ทั้งยังขอให้ กกต.ชี้แจงต่อสังคมถึงพยานหลักฐานที่พบและเหตุผลของการดำเนินคดีในแต่ละขั้นตอน
▪️คดีที่ไม่ได้ตัดสินแค่คน แต่กำลังตัดสินระบบ
สิ่งที่ทำให้ “คดีฮั้ว สว.” แตกต่างจากคดีเลือกตั้งทั่วไป คือผลของคดีไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ถูกกล่าวหา หากยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อวุฒิสภา กระบวนการออกกฎหมาย และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งเมื่อคดีเดินมาถึงจุดที่เกิดความเห็นต่างระหว่าง คณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กับ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ก็ยิ่งทำให้คำถามของสังคมเปลี่ยนจาก “มีการฮั้วหรือไม่” ไปสู่ “กระบวนการวินิจฉัยของ กกต.จะยุติข้อสงสัยได้เพียงใด”