xs
xsm
sm
md
lg

ก่อนสิ้นปี 2569 เราจะมีนายกฯ คนใหม่!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อย่าได้ดูเบากับเรื่อง “ปฏิญญาเขียว- แดง” หรือ “ดีลลับโมนาโก” เป็นอันขาด

สำหรับการเมืองไทยแล้ว “ข่าวลือ” มักจะเป็น “ข่าวจริง” ที่มาก่อนเวลาเสมอๆ...อย่างเมื่อไม่นานมานี้ก็มี “ดีลลับลังกาวี” ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กลับประเทศ และพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล นั่นไง

แม้ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” หัวหน้าพรรคกล้าธรรม จะออกมาชี้แจงข่าวลือที่ว่า เดินทางไปประเทศโมนาโก เพื่อพบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และมีการเจรจาทางการเมืองเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล หรือการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองว่า ตนเองเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส และโมนาโกจริง แต่เป็นการเดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัว ไม่มีการนัดพบกับนายทักษิณ ตามที่เป็นข่าว

ไม่ได้พบกัน ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้คุยกัน...ต่อให้คุยกัน ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องบอก และเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปสาบานที่วัดพระแก้ว!

ขณะที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องนี้ว่า “แดง-เขียว ผสมไปผสมมาก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี”

ไม่รู้ว่าเป็นการพูดแก้เกี้ยว หรือในใจคิดจะดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาลอีกหนึ่งพรรค

แต่ตามข่าวนั้น “ปฏิญญาเขียว-แดง” เป็นดีลโค่นน้ำเงิน!

ตามครรลองของระบบรัฐสภา ฝ่ายค้านจะโค่นรัฐบาลได้ ก็มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวต หรือ สมาชิกลงมติไว้วางใจรัฐบาล ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

ตามไทม์ไลน์...กำหนดการเปิดสภาสมัยสามัญ จะมีขึ้นปลายเดือนสิงหาคมนี้ ดังนั้น ในช่วงต้นเดือนกันยายน ฝ่ายค้านก็อาจจะมีการเปิดประเด็น โหมโรงเรียกกระแส หรือฝ่ายรัฐบาลอาจมีเรื่องเน่าๆ ออกมาให้เป็นที่วิพากวิจารณ์เองก็ได้

การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน เพื่อไปอภิปรายจริง ในเดือนตุลาคม

อย่าลืมว่า เดือนตุลาคม สำหรับการเมืองไทยแล้วเหมือนมีอาถรรพ์ ที่มักจะเกิดเหตุการณ์ให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ศึกนี้ รัฐบาลมีเรื่องให้ต้องซักฟอกเยอะแยะ ทั้งเรื่องเขากระโดง ฮั้ว สว. AI passport โกงสอบบรรจุ แต่งตั้งโยกย้ายเพื่อพวกพ้อง ล้มเหลวในเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นอมินีต่างชาติ ยึดครองธุรกิจ ยึดครองที่ดิน พ่อทิพย์ แม่ทิพย์ ปัญหาเศรษฐกิจ กู้เงิน 4 แสนล้าน ที่บอกว่าจะเอามากระตุ้นเศรษฐกิจ เปลี่ยนผ่านพลังงาน ตอนนี้ก็เห็นกันแล้วว่า กู้มาสร้างคะแนนนิยม สร้างฐานการเมืองให้กับพรรคของตัวเอง เรียกว่าแตะตรงไหน ก็เจอแต่แผลเน่าเฟะ

ถ้าถึงวันโหวต แล้วพรรคเพื่อไทย ไม่ต้องโหวตสวน แค่“งดออกเสียง” ก็งานเข้าทันที

ตอนนี้รัฐบาลมี 291 เสียง พรรคเพื่อไทยมี 74 เสียง คะแนนที่ใว้วางใจก็จะเหลือแค่ 217 เสียง ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คือ 250 เสียง “รัฐบาลอนุทิน” ก็พัง

และหากเป็นไปตาม “ปฏิญญาเขียว- แดง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คงไม่เอา 58 เสียง ของพรรคกล้าธรรม มาอุ้มซากศพ!
ในสถานการณ์เช่นนี้ “อนุทิน” จะประกาศยุบสภาไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามไว้ ว่า เมื่อมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกรัฐมนตรี จะไม่มีอำนาจยุบสภาหนีการอภิปราย

ดังนั้นเมื่อคะแนนไว้วางใจไม่ถึงกึ่งหนึ่ง มีทางเดียวคือ “อนุทิน” ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แล้วขั้นตอนต่อไป “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภา ก็ต้องเรียกประชุมสภา เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

พรรคภูมิใจไทย เหลือแคนดิเดตนายกฯที่อยู่ในบัญชีเพียงคนเดียว คือ “สีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว” เป็นตัวยืน

ส่วนพรรคประชาชน มีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน คือ 1. “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2. “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล และ 3. “อาจารย์ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

แต่เมื่อพิจารณารายละเอียด คุณสมบัติแล้ว เบอร์1 กับ เบอร์ 2 คือ “เท้ง” กับ “ไหม” นั้นพบมา มี “ตำหนิ” คือมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คือคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 44 อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล ปมมาตรฐานจริยธรรม จากการแก้ไข ม.112 เพียงแต่ศาลฎีกา ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ซึ่งศาลฯขีดกรอบพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี จึงไม่ควรเป็นคู่ชิงนายกฯ กับ “สีหศักดิ์”

พรรคประชาชนจึงเหลือเพียง “อาจารย์ต้น” แต่ปัญหาก็อยู่ที่ว่า จะได้รับไฟเขียวจาก “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เจ้าของพรรคตัวจริงหรือไม่ เพราะมีการพูดกันหนาหูว่า ตราบใดที่ “ธนาธร” ยังไม่พ้นโทษแบนทางการเมือง ต่อให้พรรคชนะเลือกตั้ง คนของพรรคก็จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ตอนนี้คนของพรรคควรจะได้ฝึกงานเป็นรัฐมนตรี เพื่อลบครหาว่า เก่งแต่พูด แต่ไม่เคยทำ!

ขณะที่พรรคเพื่อไทย มี “อาจารย์เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ทายาททางการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 1 ของพรรค

ดูจากความสัมพันธ์ ระหว่าง “ทักษิณ ชินวัตร - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แล้ว โอกาสที่ “อาจารย์เชน” จะไปประกบ เป็นคู่ชิงนายกฯ กับ “สีหศักดิ์” จึงมากกว่าที่จะเป็น “อาจารย์ต้น”

ตอนนี้ พรรคประชาชนมี สส. 118 ที่นั่ง เพื่อไทย 74 กล้าธรรม 58 รวมแล้ว 250 เสียงพอดี

ถ้า “อาจารย์เชน” จะได้เป็นนายกฯ ได้จัดตั้งรัฐบาลก็จำเป็นต้องมี พรรคประชาธิปัตย์มาเติมอีก 22 เสียง หรือ พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคไทยรวมพลัง 6 เสียง และพรรคเล็กอีกจำนวนหนึ่ง

นี่ไม่ใช่การมโน แต่เป็นหนึ่งใน “ฉากทัศน์” ทางการเมืองที่มีโอกาสเกิดได้ในอนาคต

อย่าลืมว่า การเมืองไทยนั้น ทุกอย่างจบลงได้ด้วยการเจรจา...เพราะการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์!