xs
xsm
sm
md
lg

พะยูนไทยเผชิญวิกฤต เผชิญความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ภาครัฐเน้นมาตรการตั้งรับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พะยูนไทยเผชิญวิกฤต
เผชิญความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์
ภาครัฐเน้นมาตรการตั้งรับ


ภาพซากลูกพะยูนเพศผู้ที่ลอยเกยตื้นบริเวณชายฝั่งทะเลเนินนางนอน บ้านบางจัน ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา กลายเป็นภาพสะเทือนใจของวงการอนุรักษ์สัตว์ทะเลไทย ไม่เพียงเพราะการสูญเสียสัตว์ป่าสงวนที่มีจำนวนเหลืออยู่ไม่มากในประเทศไทย แต่สิ่งที่สร้างความกังวลมากกว่านั้น คือสภาพของซากที่พบว่าบริเวณศีรษะ ครีบ และหาง ถูกตัดออกด้วยของมีคม

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นพบว่า ลูกพะยูนตัวดังกล่าวมีความยาวลำตัวเดิมประมาณ 150 เซนติเมตร น้ำหนักราว 24 กิโลกรัม สภาพร่างกายก่อนตายยังอยู่ในเกณฑ์สมบูรณ์ แต่ซากอยู่ในระยะเน่าปานกลาง ทำให้ไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจ คือร่องรอยการถูกตัดบริเวณหัว ครีบทั้งสองข้าง และหาง ซึ่งคาดว่าไม่ได้เกิดขึ้นก่อนเสียชีวิต แต่เป็นการกระทำภายหลังจากตายแล้ว โดยมีข้อสันนิษฐานว่าการตัดส่วนหัวอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อผิด ๆ เรื่อง "งา" หรือเขี้ยวพะยูน ซึ่งฝังอยู่ภายในกะโหลกและเป็นที่ต้องการในตลาดมืด

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพใหญ่ของสถานการณ์พะยูนไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างหนัก ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรพะยูนเหลืออยู่เพียงประมาณ 150-160 ตัว และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง สาเหตุการตายที่ผ่านมาเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการติดเครื่องมือประมง การสูญเสียแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญ ผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงการลักลอบนำชิ้นส่วนสัตว์ป่าสงวนไปใช้ประโยชน์ในทางผิดกฎหมาย

พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 การล่า ครอบครอง หรือกระทำการใด ๆ ต่อซากสัตว์ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 300,000-1,500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองพะยูนและบทลงโทษที่รุนแรง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาเชื่อมโยงกับตลาดซื้อขายชิ้นส่วนสัตว์ป่า

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มาตรการอนุรักษ์พะยูนของภาครัฐยังมีลักษณะเป็นการแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบซาก การชันสูตร การติดตามผู้กระทำผิด หรือการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นการจัดการปลายเหตุ ขณะที่ต้นตอของปัญหา คือความต้องการครอบครองชิ้นส่วนสัตว์ป่าสงวน ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ

การลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของพะยูนไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางจากการเฝ้าระวังไปสู่การป้องกันเชิงรุก โดยยกระดับการสืบสวนและปราบปรามขบวนการค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าสงวนอย่างจริงจัง บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ ตำรวจ และหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามเส้นทางการค้า ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ขณะเดียวกัน การเฝ้าระวังช่องทางออนไลน์ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะตลาดค้าสัตว์ป่าได้ขยายตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล การติดตามการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูล จะช่วยตัดวงจรตลาดมืดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากการปราบปรามแล้ว การสร้างความเข้าใจเพื่อลดความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับคุณค่าของเขี้ยว กะโหลก หรือชิ้นส่วนพะยูน ก็เป็นอีกภารกิจสำคัญ เพราะตราบใดที่ยังมีความต้องการในตลาด ก็ย่อมมีการลักลอบแสวงหาชิ้นส่วนสัตว์ป่าต่อไป

การอนุรักษ์พะยูนจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของเจ้าหน้าที่ชายฝั่ง แต่เป็นโจทย์ของทั้งระบบ ตั้งแต่การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ลดผลกระทบจากเครื่องมือประมง ติดตามประชากรพะยูน ไปจนถึงการจัดการตลาดค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยเหลือพะยูนเพียงหลักร้อย การสูญเสียพะยูนเพียงหนึ่งตัว หมายถึงโอกาสการฟื้นตัวของประชากรที่ลดลง หากมาตรการยังคงเป็นเพียงการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ วันที่พะยูนไทยเข้าสู่ภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างแท้จริง อาจมาถึงเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด