xs
xsm
sm
md
lg

กฎเหล็กแบงก์ชาติ คุมเข้มธุรกรรม 'บัญชีเด็ก' วางแนวป้องกัน 'บัญชีม้า'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กฎเหล็กแบงก์ชาติ
คุมเข้มธุรกรรม'บัญชีเด็ก'
วางแนวป้องกัน'บัญชีม้า'


การแก้ปัญหา "บัญชีม้า" ของไทยกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับมาตรการจากการไล่ปิดบัญชีของผู้ใหญ่ ไปสู่การอุดช่องโหว่ที่กำลังถูกขบวนการมิจฉาชีพใช้เป็นเป้าหมายใหม่ นั่นคือ "บัญชีของเด็กและเยาวชน"

มาตรการล่าสุดที่ ธปท. ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยและผู้ให้บริการ e-Money กำหนดเพดานวงเงินการโอนและชำระเงินต่อวันตามช่วงอายุ จึงไม่ใช่เพียงการลดวงเงินธุรกรรม แต่เป็นการปรับแนวคิดการกำกับดูแลจาก "ใช้มาตรการเดียวกับทุกคน" ไปสู่การบริหารความเสี่ยงตามพฤติกรรมการใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนทิศทางการกำกับดูแลทางการเงินที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการออกมาตรการนี้ มาจากข้อมูลของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่พบว่า หลังจากภาครัฐยกระดับการจัดการบัญชีม้าของผู้ใหญ่ ทั้งการอายัดบัญชี การดำเนินคดี และการใช้มาตรการรับผิดชอบร่วมกันของสถาบันการเงิน ทำให้ต้นทุนของมิจฉาชีพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนต้องเปลี่ยนเป้าหมายมาหาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีโอกาสรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกชักชวนด้วยค่าตอบแทน หรือไม่เข้าใจผลทางกฎหมายจากการเปิดบัญชีหรือยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีของตน

ตัวเลขสะท้อนผลของมาตรการที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจน มูลค่าความเสียหายจากการหลอกโอนเงินลดลงจากระดับสูงสุด 8,590 ล้านบาท เหลือ 1,810 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 ขณะที่ปัญหา "แอปดูดเงิน" แทบไม่ปรากฏอีกนับตั้งแต่ต้นปี 2567 แสดงให้เห็นว่าการยกระดับมาตรการของภาครัฐและภาคการเงินเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวกลับทำให้ขบวนการอาชญากรรมปรับตัวรวดเร็ว เมื่อบัญชีของผู้ใหญ่ถูกตรวจสอบเข้มข้นมากขึ้น บัญชีของเยาวชนจึงกลายเป็น "จุดอ่อนใหม่" ของระบบการเงินไทย

การกำหนดเพดานวงเงินใหม่จึงออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้เงินจริงของเด็กแต่ละช่วงวัย โดยผู้ใช้ e-Money อายุ 10-12 ปี จะโอนหรือชำระเงินได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อวัน อายุ 12-15 ปี จำกัดไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน และอายุ 15-18 ปี จำกัดไม่เกิน 10,000 บาทต่อวัน ทั้งบัญชีธนาคารและ e-Money ขณะที่ธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น การโอนเข้าบัญชีของตนเอง การชำระค่าสาธารณูปโภค หรือการชำระสินเชื่อ จะไม่ถูกนับรวมในวงเงินดังกล่าว

หัวใจของมาตรการอยู่ที่การสร้างกำแพงกั้นมิจฉาชีพ เพราะธุรกิจบัญชีม้าอาศัยการโอนเงินจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว การลดเพดานวงเงินจึงทำให้บัญชีของเยาวชนมีมูลค่าทางอาชญากรรมน้อยลง และไม่คุ้มค่าต่อการนำไปใช้เป็นช่องทางรับหรือกระจายเงินผิดกฎหมาย

อีกด้านหนึ่ง ธปท. พยายามรักษาสมดุลระหว่างการป้องกันอาชญากรรมกับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยหากมีความจำเป็นต้องใช้วงเงินสูงกว่าที่กำหนด ก็สามารถยื่นขอปรับเพิ่มวงเงินผ่านแอปพลิเคชัน คอลเซ็นเตอร์ หรือสาขาของผู้ให้บริการได้

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจำกัดวงเงินจะช่วยลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาบัญชีม้า เพราะต้นเหตุสำคัญยังอยู่ที่การสร้างความรู้เท่าทันทางการเงินให้กับเด็กและเยาวชน

ในปัจจุบัน เด็กจำนวนไม่น้อยยังไม่ตระหนักว่า การรับจ้างเปิดบัญชีหรือให้ผู้อื่นใช้บัญชี แม้ได้รับค่าตอบแทนเพียงไม่กี่ร้อยบาท ก็อาจทำให้ตนเองตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดทางอาญาตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 อีกทั้งยังส่งผลต่อประวัติทางการเงินและโอกาสในการทำธุรกรรมในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองและสถานศึกษาจึงควรมีบทบาทสำคัญไม่แพ้สถาบันการเงิน การสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินตั้งแต่วัยเด็ก การปลูกฝังให้รู้จักปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เปิดเผยรหัสผ่าน ไม่ให้ผู้อื่นยืมบัญชี และเข้าใจผลทางกฎหมายของการกระทำ เป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ยั่งยืนกว่าการใช้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการ e-Money ก็ยังต้องพัฒนาระบบวิเคราะห์ธุรกรรมที่ผิดปกติและน่าสงสัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแม้จะลดวงเงินแล้ว หากบัญชีถูกนำไปใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหายจำนวนมาก ก็ยังสามารถสร้างความเสียหายได้เช่นกัน

ที่สุดแล้ว มาตรการจำกัดวงเงินบัญชีเยาวชนอาจช่วยลดโอกาสที่มิจฉาชีพจะนำบัญชีเด็กไปใช้เป็นเครื่องมือก่ออาชญากรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน หากทุกภาคส่วนยังปล่อยให้เยาวชนขาดความรู้เท่าทันภัยทางการเงิน เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรบัญชีม้าตั้งแต่ต้นทาง มากกว่าการตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว