กรุงเทพฯ สวรรค์นักเที่ยว
ปลุกปัญหาโรงแรมเถื่อน
เร่งตรวจสอบก่อนจะสาย
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร กำลังนำความคึกคักกลับคืนสู่เศรษฐกิจเมืองหลวงอีกครั้ง ย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างพระนคร เยาวราช สำเพ็ง สุขุมวิท สีลม และริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่างมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการที่พักขยายตัวตามไปด้วย
แต่เบื้องหลังการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลับมีอีกด้านหนึ่งที่น่ากังวล นั่นคือการลักลอบดัดแปลงอาคารพาณิชย์ อาคารเก่า และอาคารที่พักอาศัยให้กลายเป็นโรงแรมหรือที่พักรายวันโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การกระทำลักษณะนี้ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายโรงแรมเท่านั้น หากยังสร้างความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อผู้เข้าพักและประชาชนโดยรอบ หากเกิดเหตุเพลิงไหม้หรืออาคารพังถล่ม
ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญเพื่อติดตาม กำกับ และตรวจสอบการใช้อาคารผิดประเภท หลังพบว่าปัจจุบันมีอาคารจำนวนไม่น้อยถูกต่อเติม ดัดแปลง หรือเปลี่ยนแปลงการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง และระบบป้องกันอัคคีภัยที่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับการใช้งานในรูปแบบใหม่
บทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า การใช้อาคารผิดประเภทอาจนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้อาคารขนาดใหญ่ เหตุระเบียงอาคารเก่าถล่ม หรือกรณีป้ายโฆษณาหักโค่นในหลายพื้นที่ ล้วนมีปัจจัยร่วมจากการต่อเติม การใช้งานเกินกว่าที่โครงสร้างออกแบบไว้ หรือการขาดการตรวจสอบด้านวิศวกรรมอย่างเหมาะสม
หนึ่งในปัญหาที่ถูกจับตามากที่สุด คือการลักลอบดัดแปลงอาคารพาณิชย์เก่าในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นโรงแรมขนาดเล็กหรือโฮสเทล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในย่านการค้าเก่าและชุมชนดั้งเดิม ซึ่งมีลักษณะเป็นซอยแคบ ถนนคับคั่ง และมีข้อจำกัดในการเข้าถึงของรถดับเพลิงหรือรถกู้ภัย
นอกจากการเปลี่ยนอาคารเป็นโรงแรมแล้ว ยังพบการดัดแปลงเป็นโรงงานหรือกิจการอื่นที่ใช้กระแสไฟฟ้าปริมาณมาก หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ลักษณะดังกล่าว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะลุกลามอย่างรวดเร็ว และยากต่อการควบคุมสถานการณ์ อีกทั้ง ยังพบช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อเจ้าของอาคารบางรายหลีกเลี่ยงการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ด้วยการแบ่งห้องพักในอาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ แล้วปล่อยเช่ารายวันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ในทางปฏิบัติสำนักงานเขตหลายแห่งประสบปัญหาในการใช้อำนาจสั่งระงับการใช้อาคาร แม้ลักษณะการดำเนินธุรกิจจะเข้าข่ายโรงแรมอย่างชัดเจน
กรณีเหล่านี้ล้วนมีปัญหาร่วมเหมือนกัน คือการเปลี่ยนแปลงการใช้งานอาคารโดยไม่ผ่านการตรวจสอบด้านวิศวกรรมและความปลอดภัย ส่งผลให้ความเสี่ยงถูกสะสมไว้โดยที่ผู้ใช้อาคารและประชาชนรอบข้างอาจไม่รับรู้ ส่งผลให้กลายเป็นปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้อาคารผิดประเภทในหลายพื้นที่ แต่การดำเนินการกลับเป็นไปอย่างล่าช้า โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักอ้างข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากร ทำให้ผู้กระทำผิดยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ขณะที่แทบไม่ปรากฏการตรวจสอบความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลในพื้นที่
สภากรุงเทพมหานครจึงเข้ามารับเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบผ่านคณะกรรมการวิสามัญติดตามปัญหาการใช้อาคารผิดประเภท โดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลาการทำงาน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนวทางแก้ไขได้อย่างรอบด้าน เพราะเวลานี้กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แม้การมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากความต้องการที่พักถูกตอบสนองด้วยการลักลอบดัดแปลงอาคารโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัย ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้
การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงควรเดินควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การตรวจสอบอาคารที่ใช้งานผิดประเภทอย่างจริงจัง และการยกระดับความรับผิดชอบของทุกฝ่าย เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวในระยะยาว