รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญความท้าทายทางกฎหมายครั้งใหม่ หลัง 25 รัฐของสหรัฐฯ นำโดยอัยการสูงสุดจากรัฐที่มีผู้ว่าการจากพรรคเดโมแครต ยื่นฟ้องต่อ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) เพื่อขอให้ศาลระงับมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารอบล่าสุด พร้อมขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรายงานของ Reuters
คดีดังกล่าวมีขึ้นหลังรัฐบาลทรัมป์ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าอัตรา 10–12.5% กับสินค้าจาก 59 ประเทศและสหภาพยุโรป โดยให้เหตุผลว่า ประเทศคู่ค้าเหล่านี้ยังดำเนินมาตรการไม่เพียงพอในการป้องกันการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานสินค้า ตามรายงานของ AP News
ฝ่ายผู้ฟ้องระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามนำมาตรการภาษีที่เคยถูกศาลสูงสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต กลับมาใช้ใหม่ผ่านฐานกฎหมายอีกฉบับ โดยอ้างว่า รัฐบาลใช้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยเดิม พร้อมชี้ว่าการดำเนินการดังกล่าวจะผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ตามข้อมูลของ Reuters
เลติเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยื่นฟ้อง ระบุว่า หลังจากรัฐบาลแพ้คดีเรื่องภาษีในศาลสูง ก็กลับมาออกมาตรการใหม่ที่มีผลคล้ายเดิม พร้อมกล่าวหาว่าเป็นการขึ้นภาษีประชาชนและภาคธุรกิจโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับ ตามรายงานของ AP News
ด้านรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า มาตรการภาษีรอบล่าสุดเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกดดันประเทศคู่ค้าให้แก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมยืนยันว่าจะต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป ตามรายงานของ Reuters
คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลคำพิพากษาอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในระยะต่อไป
#NEWS1 รายงาน