นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นให้องค์การสหประชาชาติ (UN) รับรอง MOU 2543 และแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ว่า เรื่องดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจาก MOU และเอกสารที่เกี่ยวข้องอยู่ในกรอบที่ UN รับทราบอยู่แล้ว อีกทั้ง MOU 2543 ยังครอบคลุมทั้งหลักสันปันน้ำและแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ฝ่ายไทยยึดถือมาโดยตลอด
นายสีหศักดิ์อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่กัมพูชานำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการ ประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ไทยจำเป็นต้องเข้าร่วมกระบวนการ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เพราะหากไทยไม่เข้าร่วม UN ก็สามารถแต่งตั้งผู้ประนอมแทนฝ่ายไทยได้ และกระบวนการยังเดินหน้าต่อได้
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ย้ำว่า จุดยืนของไทยคือ ต้องการแก้ไขปัญหาผ่าน การเจรจาทวิภาคี ก่อน แต่ฝ่ายกัมพูชาเลือกเดินหน้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับทันที ทั้งที่ทั้งสองประเทศเคยหารือร่วมกันในเวทีอาเซียนเพื่อสร้างความไว้วางใจและลดความตึงเครียด โดยมองว่าการดำเนินการของกัมพูชาในลักษณะนี้ เท่ากับเป็นฝ่าย ปิดประตูการเจรจาปัญหาชายแดนทางบก ด้วยตนเอง
ในประเด็นของนาย ทอม แอนดรูว์ ผู้รายงานพิเศษภายใต้กลไกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) นายสีหศักดิ์ระบุว่า แม้จะปฏิบัติหน้าที่ตามอาณัติ แต่ไม่มีอำนาจชี้ขาดข้อพิพาทเรื่องอธิปไตยหรือการรุกล้ำดินแดน พร้อมขอให้ระมัดระวังการแสดงความเห็น เพราะอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยประชาชนบางส่วนย้อนถึงท่าทีในอดีตของนายสีหศักดิ์ที่เคยแสดงความเห็นว่า MOU 2543 ยังมีความจำเป็น จึงมีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชานำ MOU 2543 ไปอ้างอิงในเวที UN จะส่งผลให้ไทยเสียเปรียบหรือเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชาหรือไม่
ทั้งนี้ รัฐบาลยังยืนยันว่า จุดยืนของไทยในการดำเนินการทุกขั้นตอน จะอยู่บนพื้นฐานของการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศควบคู่กับการเจรจาทางการทูต
#NEWS1 รายงาน