แนวทางการใช้เงินกู้ที่เหลือของรัฐบาลกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม หลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เปิดเผยถึงการจัดลำดับความสำคัญของวงเงิน โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการนำเงินไปสนับสนุน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือ Energy Transition ซึ่งรวมถึงการผลักดันให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ภายในครัวเรือนได้มากขึ้น
นายเอกนิติอธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มีเพียงการช่วยประชาชนซื้อหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น แต่ต้องวางระบบรองรับทั้งวงจร ตั้งแต่การนำธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยเรื่องแหล่งเงินทุนสำหรับครัวเรือนที่ไม่มีเงินก้อน ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนมิเตอร์เป็น Smart Meter เพื่อรองรับแนวคิดการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมองถึงการลงทุนในระบบสายส่งและระบบกักเก็บพลังงานในสถานีไฟฟ้า เพื่อรองรับปริมาณไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยนายเอกนิติระบุว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องคิดทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ในส่วนของวงเงิน นายเอกนิติระบุถึงกรอบการใช้เงินสำหรับการเปลี่ยนผ่านในระดับ หลักแสนล้านบาท โดยยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดและจัดลำดับโครงการ ขณะที่วงเงินและรูปแบบการสนับสนุนแต่ละมาตรการยังต้องหารือกับหน่วยงานด้านพลังงานและการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการจริง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การใช้เงินกู้จำนวนมหาศาลเพื่อช่วยให้ประชาชนลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เป็นการแก้ปัญหาพลังงานที่ตรงจุดที่สุดหรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังต้องเผชิญกับต้นทุนค่าไฟและราคาพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างการผลิต การจัดหาเชื้อเพลิง สัญญาซื้อขายไฟฟ้า ระบบสายส่ง และต้นทุนอื่นในระบบพลังงานของประเทศ
เสียงตั้งคำถามจึงมุ่งไปที่รัฐบาลว่า นอกจากการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายด้วยการผลิตไฟใช้เองแล้ว รัฐจะมีมาตรการจัดการกับต้นทุนและปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กำหนดราคาพลังงานอย่างไร เพื่อให้การลดภาระค่าไฟของประชาชนเกิดขึ้นในวงกว้าง ไม่จำกัดเฉพาะครัวเรือนที่สามารถเข้าร่วมโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาและออกแบบมาตรการ จึงต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลจะกำหนดวงเงินจริง รูปแบบการช่วยเหลือ และเงื่อนไขของโครงการ Energy Transition อย่างไร
#News1 รายงาน