เปิดหลักฐานลับ กมธ. แฉรัฐบาลเบี้ยวต้น-ซุกดอกหนี้ ม.28 ทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท ผัน ธ.ก.ส. เป็นตู้ ATM หาเสียง ล้วงภาษีคนไทยจ่ายดอกเบี้ยทิ้งเปล่าปีละสามหมื่นล้าน ขณะที่เกษตรกรไทยยังติดดักหนี้สินไม่สิ้นสุด
ซีรีส์ “เงินอุ้ม ธ.ก.ส.-เกษตรกร” (EP.1) วงจรหนี้อุบาทว์1.1 ล้านล้าน การเมืองถลุงเงินภาษี เลี้ยงไข้เกษตรกร
"การให้ ธ.ก.ส. ออกเงินไปก่อน แม้รัฐบาลจะรับปากว่าจะตั้งงบชำระคืนให้ก็จริง แต่ก็ไม่มีกฎกติกาชัดเจน มันเหมือน 'หนี้ตาย' คือใช้แต่ดอกเบี้ย ไม่คืนต้นหรือคืนน้อยมาก... เรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้องรู้ แต่ไม่กล้าตัดสินใจ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือยังจะใช้เงินก้อนนี้หาเสียงกับชาวนา แบบแจกเงินให้เปล่า”
วีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เปิดแผลฉกรรจ์การคลังของประเทศ เมื่อรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเลือกสุกเอาเผากินด้วยการซุก “หนี้ซ่อนรูป” มหาศาลกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ไว้ใต้พรม โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9.6 แสนล้านบาท
ในขณะที่ฝ่ายการเมืองประโคมข่าวแจกเงินอุ้มเกษตรกรราวกับเป็นผู้โปรดสัตว์ ตัวเลขจริงจากเอกสารชี้แจงของ ธ.ก.ส. ต่อนายวีระ และ กมธ.งบประมาณฯ กลับประจานความจริงอันน่าอดสู โดยในปีงบประมาณ 2570 ธ.ก.ส. ยื่นคำขอจัดสรรงบชดเชยค่าใช้จ่ายดำเนินงานและดอกเบี้ยรวม 59,402 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับอนุมัติจ่ายคืนจริงเพียง 8,834 ล้านบาท หรือแค่ 14.87% เท่านั้น! ส่วน ‘เงินต้น’ สะสมอีกกว่า 6.77 แสนล้านบาท รัฐบาลเจียดเงินคืนให้เพียง 8.4 แสนบาท ซึ่งมีค่าแทบเท่ากับศูนย์
รัฐบาลไม่เพียงแต่ "เบี้ยวต้น ซุกดอก" จนผลักให้ ธ.ก.ส. ต้องชักเนื้อแบกรับภาระต้นทุนเงินเพิ่มเองอีกปีละ 610 ล้านบาท แต่ยังล้วงเอาเงินภาษี VAT 7% และภาษีเงินได้ของคนไทยทั้งประเทศ ไปละลายทิ้งเป็น "ค่าดอกเบี้ยชดเชย" เปล่าๆ สูงถึงปีละ 2.5 - 3.5 หมื่นล้านบาท เพียงเพื่อรักษา Balance Sheet ของแบงก์รัฐให้เดินต่อไปได้
นี่จึงไม่ใช่โครงการช่วยเหลือเกษตรกร แต่มันคือ "มายากลทางการเงิน" ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่เปลี่ยน ธ.ก.ส. ให้กลายเป็น "ตู้ ATM ทางการเมือง" ผันเงินภาษีประชาชนไปหล่อเลี้ยงกลุ่มทุนผูกขาดเคมีเกษตรยักษ์ใหญ่ที่นั่งกวาดกำไรอู้ฟู่นับหมื่นล้าน ขณะที่เกษตรกร 30 ล้านคน กลับถูกขังไว้ในวงจรอุบาทว์แห่งความยากจนและตกเป็นตัวประกันทางการเมืองชั่วนาตาปี
กับดักความยากจน ย้อนแย้งสุดอำมหิต
เมื่อนำเอกสารงบการเงินจริงของ ธ.ก.ส. มาวางแผ่เทียบกับวิถีชีวิตจริงของเกษตรกร สังคมไทยจึงได้ตระหนักว่า เม็ดเงินอุดหนุนมหาศาลตามมาตรา 28 ไม่เคยช่วยยกระดับผลิตภาพของภาคเกษตรไทยเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ยิ่งทุ่มเงินลงไป ประเทศยิ่งแบกหนี้ แต่ชีวิตเกษตรกรกลับยิ่งจมลงสู่ความยากจน
ประเทศไทยมักถูกประโคมข่าวบนเวทีโลกว่าเป็น "ครัวของโลก" ดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่แรงงานเกือบครึ่งประเทศหรือกว่า 30 ล้านคนพึ่งพาภาคเกษตร แต่ภาพจริงหลังฉากทัศน์สวยหรู คือความย้อนแย้งสุดพิลึกพิลั่นเมื่อภาคส่วนนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้ประเทศได้เพียงประมาณ 9% เท่านั้น สะท้อนถึงโครงสร้างการผลิตที่บิดเบี้ยวและให้ผลตอบแทนต่ำอย่างน่าตระหนก
ภาพตัดสลับคือชีวิตของชาวนาและเกษตรกรที่ติดอยู่ในวงจรหนี้สินล้นพ้นตัวเฉลี่ยเกิน 300,000 บาทต่อครัวเรือน มีทั้งหนี้ ธ.ก.ส. และหนี้นอกระบบที่คอยสูบเลือดทุกฤดูกาล พวกเขาแบกความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภัยธรรมชาติ ราคาพืชผลตกต่ำที่ถูกกดโดยกลไกตลาด ขณะที่ราคาปัจจัยการผลิต ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และสารกำจัดวัชพืช กลับพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง
สิ่งที่เหี้ยมโหดที่สุดคือ ในขณะที่เกษตรกรยิ่งทำยิ่งลืมตาอ้าปากไม่ได้ ผลกำไรสุทธิของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ค้าปัจจัยการผลิตและเคมีเกษตรกลับเติบโตปีแล้วปีเล่า โดยมีหยาดเหงื่อและหนี้สินของคนติดดินเป็นฐานรองรับ
ขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองและทำเนียบรัฐบาลก็ขยันแถลงข่าวอนุมัติงบ "อุ้มเกษตรกร" แจกเงินชดเชยไร่ละ 1,000 บาท ราวกับเป็นผู้โปรดสัตว์ ทั้งที่ภาพเกษตรกรยืนต่อแถวคอยเงินเยียวยารายปีคือความอดสูของประเทศ เม็ดเงินแสนล้านบาทไม่ได้ถูกนำไปขยายระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ไม่ถึง 30% ไม่ได้นำไปช่วยอุดหนุนเทคโนโลยีลดต้นทุนอย่างโซลาร์เซลล์สูบน้ำ หรือส่งเสริมการแปรรูปเพิ่มมูลค่าอย่างจริงจัง
เงินมหาศาลเหล่านี้เป็นเพียง "ยาเสพติดทางการเมือง" ที่ฉีดเข้าเส้นเพื่อบรรเทาอาการปวดชั่วคราว เลี้ยงไข้ให้เกษตรกรอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพื่อบีบให้พวกเขาสยบยอมและนั่งนับวันรอคอย "เงินแจก" ในฤดูกาลเลือกตั้งถัดไป
ตู้ ATM ซ่อนรูป - ล้วงเงินภาษีจ่ายหนี้
มายากลทางการเงินของรัฐบาลอธิบายได้ง่ายๆ เหมือนเจ้าภาพที่อยากจัดงานเลี้ยงสร้างภาพหาเสียง แต่กระเป๋าตัวเองไม่มีเงินสักบาท ทางออกมักง่ายคือการหยิบ "บัตรเครดิต" ออกมารูด แล้วแปะป้ายสัญญาลอยๆ ว่า “เอาของไปก่อน เดี๋ยวปีหน้าจะเจียดเงินภาษีมาผ่อนคืนพร้อมดอกเบี้ย”
ร้านค้าที่รับบทเคราะห์กรรมยอมให้เซ็นประจำ ก็คือ ธ.ก.ส. ส่วนกลไกการรูดบัตรนี้ เรียกว่า "มาตรการกึ่งการคลัง" ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ซึ่งกลายเป็น "ช่องทางลัด" ให้ฝ่ายบริหารผันเงินไปแจกชดเชยโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในสภา
การรูดบัตรสะสมยาวนานหลายทศวรรษ ส่งผลให้ยอด "หนี้ซ่อนรูป" นอกงบประมาณตาม ม.28 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 พุ่งทะลุ 1.13 ล้านล้านบาท คิดเป็น 30.21% ของงบรายจ่าย จ่อชนเพดานกฎหมายที่ 32%
ในโครงสร้างหนี้ 1.13 ล้านล้านบาทนี้ ธ.ก.ส. รับภาระแบกหนี้กึ่งการคลังสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึง 963,919 ล้านบาท ตามด้วย บสย. 6.5 แสนล้าน, ธ.ออมสิน 5.1 แสนล้าน, ธอส. 3.5 แสนล้าน และ ธพว. 1.1 แสนล้าน สะท้อนว่ารัฐบาลใช้แบงก์รัฐเป็นตู้ ATM จนน่ากังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบสถาบันการเงิน
หากเจาะลึกเฉพาะบัญชีลูกหนี้รอการชดเชยของ ธ.ก.ส. ณ 31 มีนาคม 2569 ยอดคงค้างสูงถึง 826,861 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายไปก่อน 719,654 ล้านบาท และเงินกู้แทน สบน. จากโครงการรับจำนำพืชผลในอดีตอีก 107,207 ล้านบาท เฉพาะปี 2568 ปีเดียว รัฐบาลอัดโครงการแจกเงินฟรีไร้การยกระดับผลิตภาพเพิ่มอีกกว่า 1.6 แสนล้านบาท
นี่คือ "ภัยเงียบ" ที่คนเมืองและผู้เสียภาษีมักเข้าใจผิดว่าไกลตัว ทั้งที่เงินทุกบาทที่รัฐนำมาผ่อนชำระคืน ธ.ก.ส. ล้วนมาจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) และ ภาษีเงินได้ ของคนทั้งประเทศ ที่น่าตกใจคือ รัฐบาลไม่เพียงแต่เบี้ยวเงินต้น แต่ยังต้องเจียดภาษีปีละ 2.5 - 3.5 หมื่นล้านบาท ไปจ่ายเพียงเพื่อเป็น "ดอกเบี้ยชดเชยและค่าบริหารจัดการ" ทิ้งเปล่าให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อรักษา Balance Sheet ไม่ให้พัง เม็ดเงินดอกเบี้ยทิ้งเปล่าขนาดนี้ สามารถสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้มหาศาล แต่กลับต้องละลายหายไปเพียงเพราะรัฐบาลต้องการใช้ ธ.ก.ส. เป็นตู้ ATM หาเสียงระยะสั้น
เปิดเอกสารลับ: “เบี้ยวต้น ซุกดอก และหนี้ตาย"
พฤติกรรม "เบี้ยวต้น ซุกดอก" ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเปิดดูงบปี 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณชดใช้คืนหนี้ ม.28 เพียง 58,249 ล้านบาท หรือคิดเป็นแค่ 1.54% ของงบประมาณรายจ่ายเท่านั้น ซึ่งเป็นสัดส่วนการคืนหนี้ที่ "ต่ำที่สุดในรอบหลายปี" ดิ่งลงเกินครึ่งเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่เคยตั้งงบใช้คืน 3.63% หรือราว 1.15 แสนล้านบาท การตัดงบชำระคืนให้เหลือเพียงเศษเงิน คือการจงใจแช่แข็ง "หนี้ตาย" แล้วโยนบอมบ์ให้อนาคตรับกรรม
หลักฐานเชิงประจักษ์ในงบปี 2570 ฟ้องชัดว่า จากภาระเงินทุน ธ.ก.ส. คงค้าง 719,654 ล้านบาท ธ.ก.ส. ยื่นขอจัดสรรงบชดเชยค่าใช้จ่ายดำเนินงานและดอกเบี้ย 59,402 ล้านบาท แต่รัฐบาลอนุมัติจ่ายคืนจริงเพียง 8,834 ล้านบาท หรือแค่ 14.87% ของคำขอ หั่นงบชดเชยทิ้งไปถึง 50,567 ล้านบาท ส่วน "เงินต้น" สะสม 6.77 แสนล้านบาท รัฐบาลจัดสรรคืนให้ ธ.ก.ส. เพียง 8.4 แสนบาท เท่านั้น
ภาวะเช่นนี้ กูรูทางการเงินและ กมธ. นิยามตรงกันว่ามันคือ "หนี้ตาย" (Dead Debt) แม้ในทางบัญชีจะไม่ใช่หนี้เสีย (NPL) เพราะมีชื่อรัฐบาลเป็นลูกหนี้ แต่การที่รัฐบาลจ่ายคืนแค่เศษดอกเบี้ยและไม่ยอมตัดเงินต้น ปล่อยให้หนี้แช่แข็งพอกพูน ได้กดทับงบการเงินของ ธ.ก.ส. จนเสี่ยงระเบิด
การเบี้ยวหนี้ซ่อนรูปนี้ยังบังคับให้ ธ.ก.ส. ต้องไประดมทุนภายนอกมาหมุนเวียน ส่งผลให้ ธ.ก.ส. ต้อง "ชักเนื้อ" แบกรับภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเองเฉลี่ยปีละ 610 ล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยจ่าย
ที่เลวร้ายกว่านั้น เอกสาร ธ.ก.ส. ยังแฉลึกถึงภาระใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อกระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอโครงการ Cash Out จ่ายเงินสดช่วยเหลือชาวนาฤดูกาล 2569/70 อีกกว่า 50,000 ล้านบาท ควบคู่กับโครงการนโยบายรัฐอีก 5 โครงการ ที่จะสร้างภาระงบประมาณจ่ายขาดผูกพันเพิ่มทันทีอีก 9,760 ล้านบาท
นี่คือหลักฐานที่ฟ้องว่า ฝ่ายบริหารยังคงใช้ ธ.ก.ส. เป็นตู้ ATM ลัดขั้นตอนงบประมาณปกติเพื่อหาเสียง โดยไม่แยแสเลยว่ากำลังเดินหน้าทำลายวินัยการเงินการคลัง และทิ้งภาระหนี้มหาศาลไว้ให้ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับอย่างไม่มีวันจบสิ้น.