ที่ประชุม ครม. มีมติให้ความเห็นชอบ “ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” อธิบดีกรมทางหลวง วัย 50 ปี ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ เป็นปลัดกระทรวงฯ ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงนี้ ยังเหลืออายุราชการมากถึง 10 ปี
นั่นถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านอำนาจของกระทรวงฯ ที่ถือครองงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายแสนล้าน ถึง ล้านล้าน และพูดได้ว่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ก่อนที่ชื่อของ “ปิยพงษ์” จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมครม. ก็มีชื่อของ “ปัญญา ชูพานิช” รองปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งยังเหลืออายุราชการ อีก 8 ปี มาเป็นคู่แคนดิเดต
หากเปรียบเทียบคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ความอาวุโสของทั้งคู่ ก็นับว่าใกล้เคียงกัน
“ปัญญา” มีผลงานโดดเด่น ในช่วงที่เป็น ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดูแล “แลนด์บริดจ์” ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจกต์ ล้านล้านบาท งานระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เชื่อมต่อรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ปริมณฑล รับนโยบายจาก “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตรมว.คมนาคม จากพรรคเพื่อไทย มาขับเคลื่อน โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย
ขณะที่ “ปิยพงษ์” เป็นลูกหม้อของกรมทางหลวง จนขึ้นมาถึงตำแหน่งอธิบดี ดูแลงานสำคัญ คือ “มอเตอร์เวย์” ทั้งระบบและทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องการวางแผนงาน งบประมาณ การบริหารสัญญาก่อสร้าง และการแก้ปัญหา
ดูแล “มอเตอร์เวย์” มาตั้งแต่ยุค “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นรมว.คมนาคม และดูแลมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
สายสัมพันธ์ทางการเมือง “ปัญญา”ใกล้ชิด “สุริยะ”จากเพื่อไทย ส่วน“ปิยพงษ์” เป็นสายบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ภูมิใจไทย
มีการจับตาว่า ในการประชุมครม.ครั้งนี้ (11 ส.ค.) “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม จะเสนอชื่อใคร เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม...ถ้ายังไม่เสนอโดยเลื่อนไปก่อน นั่นแสดงว่า การเจรจาต่อรอง ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับภูมิใจไทย ยังไม่ลงตัว
แต่ในที่สุด“พิพัฒน์” ก็เสนอชื่อ “ปิยพงษ์” และก็ได้รับไฟเขียว!
ตอนนี้ปัญหาเรื่องใครเหมาะสม ได้ผ่านไปแล้ว เหลือแต่ว่าใครได้ประโยชน์ ? กับโปรเจกต์ล้านล้านบาท ของกระทรวงนี้ ที่ต้องติดตามกัน
ในมุมของรัฐบาลนี้ การมีปลัดกระทรวงฯที่เหลืออายุราชการถึง 10 ปี นั่นหมายถึง ความต่อเนื่องของโครงการเชิงนโยบาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ ทางด่วน มอเตอร์เวย์ ท่าเรือ ไปจนถึงการลงทุนระบบขนส่งแห่งอนาคต เพราะที่ผ่านมาปัญหาของระบบราชการไทย คือผู้บริหารระดับสูงมักเหลืออายุราชการไม่กี่ปี ทำให้การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ขาดความต่อเนื่อง
แน่นอนว่า การตั้ง “ปิยพงษ์” เป็นปลัดฯ ครั้งนี้ ยอมถูกมองว่าเป็น “การวางคน” ของฝ่ายการเมือง คือพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องคุมคนทำงาน และสั่งการข้าราชการ เพื่อสนองนโนบายพรรคให้ได้ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณลงในพื้นที่เป้าหมายต่างๆ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในกระทรวง รวมทั้งการประสานงานกับฝ่ายการเมือง
นี่ยังไม่นับรวมถึง “แผล” ของระดับผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เช่น การรุกที่ของการรถไฟ ที่เขากระโดง , แลนด์บริดจ์ ,การสร้างสนามบินเอกชนรุกที่สาธารณะ ที่ “ปลัดฯคนใหม่” ต้องคอนโทรลให้ได้
ส่วนแรงกระเพื่อมภายในที่อาจเกิดขึ้น เพราะยังมีข้าราชการอาวุโส อีกหลายคนที่อยู่ในเส้นทางบริหาร และรอคิวขึ้นสู่ตำแหน่ง เมื่อตำแหน่งสูงสุด ไม่ขยับเป็น 10 ปี ตำแหน่งรองลงมาอาจมีปัญหานั้น ฝ่ายการเมืองย่อมมั่นใจว่า จะจัดการให้คลื่นลมสงบลงได้ จึงตัดสินใจเช่นนี้
การแต่งตั้ง “ปลัดปิยพงษ์” ครั้งนี้ นอกจากจะได้ภาพว่า กระทรวงคมนาคมกำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ “คนรุ่นใหม่” แล้วยังเป็นการวางหมากทางการเมืองในระบบราชการไปพร้อมกันด้วย
สังเกตดูได้ ตำแหน่งข้าราชการระดับสูง ในยุครัฐบาลสีน้ำเงิน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล้วนมีอายุราชการเหลืออีกคนละ 7-8 ปี แม้แต่ปลัดฯ มหาดไทย คนปัจจุบันก็ยังเหลืออายุราชการอีก 5 ปี
หรือนี่จะเป็นแผนระยะยาว เป็นความฝันของ “ขั้วสีน้ำเงิน” ในการวางฐานรากทางการเมือง วางคนในระบบราชการให้มั่นคง แน่นหนา ไว้รองรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี!