ศูนย์ข่าวศรีราชา - บทวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการพัฒนา EEC ช่วงปี 2560–2569 สะท้อนอีกด้านของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อภาคอุตสาหกรรมขยายตัวควบคู่กับปริมาณกากอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบรองรับและกำจัดของเสียในพื้นที่ยังถูกตั้งคำถามว่าเพียงพอหรือไม่ จนนำไปสู่ความเสี่ยงในการลักลอบเคลื่อนย้ายและทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา
ดร.สมนึก วศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากกลุ่ม EEC Watch กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลคือการปนเปื้อนของสารมลพิษอินทรีย์ตกค้างยาวนาน หรือ POPs ซึ่งงานวิจัยร่วมระหว่างมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และ Arnika Association จากสาธารณรัฐเช็ก ได้เก็บตัวอย่างดิน ตะกอน ฝุ่น และไข่สัตว์ปีกในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา
ผลการตรวจตัวอย่างไข่เป็ดจากพื้นที่บ้านหนองกก ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งอยู่ใกล้โรงงานรีไซเคิล พบสารกลุ่มไดออกซินและฟิวแรน (PCDD/Fs) รวมถึงสารคล้ายไดออกซิน (dl-PCB) ในระดับสูง โดยเมื่อประเมินค่าความเป็นพิษเทียบเท่า งานวิจัยระบุว่าพบระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยของสหภาพยุโรป
ดร.สมนึก ระบุว่า การพบสารดังกล่าวในไข่เป็ด ซึ่งเป็นอาหารของคนในชุมชน ถือเป็นสัญญาณที่ควรติดตาม เพราะอาจสะท้อนการสะสมของมลพิษในระบบนิเวศ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่องทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และความปลอดภัยทางอาหาร
ด้าน นายสุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า ลักษณะของของเสียในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่พบของเสียประเภทน้ำมันใช้แล้วและน้ำยาล้างเครื่องจักร ต่อมาพบปริมาณน้ำเสียเพิ่มขึ้น และในปัจจุบันพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษสายไฟ และแผงวงจรที่ผ่านการบดย่อยและแยกโลหะแล้วมากขึ้น
นายสุนทร กล่าวว่า โรงงานที่ลักลอบประกอบกิจการมักไม่มีระบบกำจัดของเสีย จึงว่าจ้างรถบรรทุกนำไปทิ้งในพื้นที่ลับตา เช่น บ่อลูกรัง พื้นที่เกษตร ป่าอ้อย และป่ายูคาลิปตัส อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงานผิดกฎหมาย เพราะโรงงานที่ได้รับอนุญาตบางแห่งก็อาจเลือกว่าจ้างบุคคลภายนอกนำของเสียไปกำจัด เพื่อลดต้นทุนเช่นกัน
ล่าสุด ชาวบ้านแจ้งเบาะแสพบการลักลอบทิ้งของเสียในพื้นที่ ต.วังท่าช้าง จ.ปราจีนบุรี โดยพบกองผงสีดำลักษณะคล้ายเถ้าจากการเผาหรือกระบวนการหล่อหลอม ซากถุงบิ๊กแบ็ก และเศษสายไฟบดย่อยกระจายอยู่ในพื้นที่ รวมถึงพบบ่อน้ำที่มีคราบผิดปกติและส่งกลิ่นคล้ายน้ำมัน
นอกจากนี้ พื้นที่บ้านโคกไม้แดง ต.วังท่าช้าง ยังเป็นพื้นที่ที่มีช้างป่าเข้ามาหากินจำนวนมาก ทำให้การลักลอบทิ้งสารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งประชาชน สัตว์ป่า และระบบนิเวศ
บทเรียนจากปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนา EEC ไม่ควรวัดเพียงมูลค่าการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับศักยภาพในการรองรับกากอุตสาหกรรม ระบบติดตามและกำกับการขนส่งของเสีย การบังคับใช้กฎหมาย การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพและห่วงโซ่อาหาร เพื่อไม่ให้พื้นที่รอบ EEC กลายเป็นผู้รับภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะยาว