เอเจนซีส์/MGRออนไลน์ –รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สร้างความประหลาดใจไปทั่วเมื่อมีข่าวรั่วออกมาว่า ไทยเตรียมวางแผนตอบโต้มาตรการเรียกเก็บภาษีอัตราสูงจากสินค้าไทยด้วยการลดระดับความร่วมมือทางการทหารระหว่าง “ไทย-สหรัฐฯ” รวมไปถึงการฝึกคอบร้าโกลด์ที่ในภูมิภาคมีแค่ “ไทย” และ “ฟิลิปปินส์” เท่านั้นที่เป็นภาคีตามสัญญา แต่ล่าสุดไทยออกแถลงข่าววันนี้(12 ส.ค) โต้ไม่เป็นความจริง
บลูมเบิร์กของสหรัฐฯรายงานวานนี้(11 ส.ค)ว่า กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมื่อรัฐบาลไทยของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีเป้าหมายใช้มาตรการตอบโต้แบบตาต่อตาในการเจรจาทางการค้าที่จะกลับมาอีกครั้งภายในเดือนนี้ แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่รู้ในเรื่องนี้ให้ข้อมูล
พบว่าไทยกำลังวางแผนเตือนรัฐบาลสหรัฐฯว่าอัตราภาษีสูงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจบีบให้ฝ่ายไทยต้องลดความร่วมมือทางการทหารรวมการ ฝึกซ้อมรบร่วมคอบบร้าโกลด์
ตามการรายงานระบุว่า ฝ่ายไทยอาจพิจารณาการเข้าร่วมการซ้อมรบทางการทหารหากว่า ความขัดแย้งภาษีที่มีอัตราสูงสร้างความเสียหายอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจ แหล่งข่าวกล่าวต่อ
ข่าวไทยเตรียมตอบโต้วอชิงตันจากมาตรการภาษีของทรัมป์ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทหารกับอเมริกากลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก และมีสื่อชื่อดังที่รายงานในเรื่องนี้รวม หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์สของสิงคโปร์ สื่อเกาหลีใต้ และสำนักข่าว TASS ของรัสเซีย
บลูมเบิร์กรายงานว่า ไทยมีการเกินดุลทางการค้ากับอเมริกาในปี 2025 ที่ 51.4 พันล้านดอลลาร์ และเป็นไม่กี่สิบชาติที่แสวงหาเงื่อนไขทางการค้าที่ดีหลังวอชิงตันได้สั่งเพิ่มอัตราภาษีที่ 12.5% สำหรับสินค้าไทยส่วนมากภายใต้กฎหมายการค้าเซคชั่น 301 ที่ใช้เพื่อตอบโต้การค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ
ในขณะที่อเมริกาได้ขยายการสอบสวนไปถึงความสามารถในการผลิตทางอุตสาหกรรมจนล้นตลาด (overcapacity) ไทยได้เสนอการยกเลิกภาษีและใช้มาตรฐานสหรัฐฯสำหรับสินค้านำเข้าเช่น เนื้อวัว เนื้อแกะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
บลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า เป็นความพยายามที่น้อยครั้งจะพบจากไทยในการข่มขู่ที่จะใช้ความสัมพันธ์ทางความมั่นคงนานหลายสิบปีกับวอชิงตันเพื่อประโยชน์ทางการเจรจาที่มีเป้าหมายไปที่การค้า
ไทยถือเป็นหนึ่งใน 2 ชาติตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นอกเหนือจาก “ฟิลิปปินส์” และเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของกองทัพสหรัฐฯที่มีมายาวนานในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ด้านโฆษกกระทรวงกลาโหมไทย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ แสดงวามเห็นว่า “ไม่ว่าสิ่งใดการเจรจานั่นน่าจะให้ความสำคัญไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือ” พร้อมชี้ว่า ไม่สามารถออกมาให้ความเห็นใดได้ในการรายงานนี้
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความสนใจความสัมพันธ์ในวงกว้างโดยอ้างว่าเพื่อแสวงหาเงื่อนไขทางการค้าที่ดีกว่า
ทั้งนี้รัฐมนตรีพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เคยออกมาแสดงความเห็นเมื่อกรกฎาคมว่า ไทยสมควรที่จะได้รับการปฎิบัติที่ดีกว่าเพราะทั้ง 2 ชาติเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ สนธิสัญญาความเป็นมิตรและทางเศรษฐกิจปี 1966 (Treaty of Amity and Economic Relations) และรวมไปถึงการลงทุนของไทยในอเมริกาเป็นต้น
ศุภจีอธิบายถึงการเจรจาว่าเป็นพยายามในภาพรวมของไทยที่เกี่ยวข้องด้านกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมและกลุ่มธุรกิจ
โดยภายใต้กรอบการเจรจาก่อนหน้า รัฐบาลไทยแสวงหาอัตราภาษีไม่สูงไปกว่า 19%
นอกจากนี้ไทยยังประกาศเสนอจะเร่งกฎหมายห้ามการนำเข้าสินค้าที่มาจากแรงงานทาสในความพยายามเพื่อตอบสนองต่อความวิตกของสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯเป็นความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชียและเปิดให้กองทัพสหรัฐฯปรากฎตัวในเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคที่ตกอยู่ภายใต้การขยายอำนาจของจีนที่พยายามก้าวขึ้นมาเพื่อทาบรัศมีอเมริกา
และเพิ่งสัปดาห์ที่แล้วที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เอลบริดจ์ โคลบีย์ (Elbridge Colby)เดินทางมาเยือนไทยได้แสดงความเห็นว่า ตัวเขาและฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อคำมั่นสัญญาในการเพิ่มความแข็งแกร่งของความพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ไทย
อย่างไรก็ตามหลังการรายงานของบลูมเบิร์กออกมา สื่อไทยภาคภาษาอังกฤษวันนี้(12)ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยออกมาปฎิเสธรายงานของบลูมเบิร์กที่เปิดเผยว่า เตรียมใช้ “ความมั่นคง-ความสัมพันธ์ทางการทหาร” เป็นเครื่องต่อรองลดอัตราภาษีและประเด็นทางการค้า
โดย รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาลไทยแถลงวันที่ 12 ส.คว่า การเจรจาการค้าของไทยกับสหรัฐฯตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียม และการค้าสมดุล
และเสริมว่า ความสัมพันธ์ทางการทหารและความมั่นคงระหว่างไทยและสหรัฐฯเป็นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานตั้งอยู่บนพื้นฐานการแชร์ผลประโยชน์ทางความมั่นคง
ความร่วมมือรวมการฝึกซ้อมรบประจำปีคอบบร้าโกลด์ที่ยังคงกิดขึ้นภายใต้กรอบทำงานเดิมและแผนงานและจะไม่ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้าในฐานะเพื่อเป็นเงื่อนไขการต่อรอง